ทฤษฎีการเรียนรู้ ซิกมันต์ ฟรอยด์

ฟรอยด์เชื่อว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณติดตัวมาแต่กำเนิด พฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจากแรงจูงใจหรือแรงขับพื้นฐานที่กระตุ้นให้บุคคลมีพฤติกรรม คือ สัญชาตญาณทางเพศ (sexual instinct) 2 ลักษณะคือ

สัญชาตญาณเพื่อการดำรงชีวิต (eros = life instinct)

สัญชาตญาณเพื่อความตาย (thanatos = death instinct)

ฟรอยด์อธิบายว่าสัญชาตญาณทั้ง 2 ลักษณะมีความต้องการทางเพศเป็นแรงผลักดัน ซึ่งบุคคลไม่กล้าแสดงออกมาโดยตรง จึงเก็บกดไว้ในระดับจิตไร้สำนึก(จิตใต้สำนึก-unconscious mind) และได้ตั้งสมมติฐานว่า มนุษย์มีพลังงานอยู่ในตัวตั้งแต่เกิดเรียกว่า “Libido” ซึ่งทำให้บุคคลอยากมีชีวิต อยากสร้างสรรค์และอยากมีความรัก มีแรงขับทางด้านเพศหรือกามารมณ์ (sex) เป็นเป้าหมายคือความสุขและความพอใจ โดยมีอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ไวต่อความรู้สึก เช่น บริเวณปาก ทวารหนัก อวัยวะสืบพันธุ์ เรียกว่า อีโรจีเนียสโซน (erogenous zone) ซึ่งความพึงพอใจในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะเป็นไปตามวัย เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ ฟรอยด์จึงแบ่งขั้นตอนพัฒนาการบุคลิกภาพของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้น ดังนี้

ขั้นปาก

ขั้นปาก (oral stage) มีอายุอยู่ในช่วงแรกเกิดถึง 18 เดือนหรือวัยทารก ความพึงพอใจ

ของวัยนี้จะอยู่ที่บริเวณช่องปาก ทารกพึงพอใจกับการใช้ปากทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสุข เช่นการดูด กลืน กัด เคี้ยว แทะ กิน เป็นต้น ส่วนใหญ่ทารกจะใช้ปากในการดูดนมแม่ นมขวด ดูดนิ้วมือหรือสิ่งของ ทารกจะพึงพอใจเมื่อความต้องการดังกล่าวได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เขาโตขึ้นอย่างยอมรับตนเอง สามารถรักตนเองและผู้อื่นได้ ในทางตรงข้าม หากความต้องการของทารกไม่ได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม เช่น เมื่อหิวร้องไห้จนเหนื่อยแต่ไม่ได้นมเลย ได้รับนมไม่เพียงพอ ไม่มีคนสนใจ หรือถูกบังคับให้หย่านมเร็วเกินไป ก็จะส่งผลให้เกิดความคับข้องใจ (frustration) เกิดภาวะ การติดตรึงอยู่กับที่” (fixation) ได้ และก่อให้เกิดปัญหาทางด้านบุคลิกภาพเรียกว่า “Oral Personality” คือจะเป็นผู้ที่มีความต้องการที่จะหาความพึงพอใจทางปากอย่างไม่จำกัด มีลักษณะพูดมาก ชอบดูดนิ้ว ดินสอ หรือปากกาเสมอโดยเฉพาะเวลาที่มีความเครียด นอกจากนี้ยังชอบนินทาว่าร้าย ถากถาง เหน็บแนม เสียดสีผู้อื่น ก้าวร้าว พูดมาก กินจุบกินจิบ ติดเหล้า บุหรี่ เคี้ยวหมากฝรั่งเป็นประจำ อย่างไรก็ตามคนที่มี Oral Personality อาจเป็นผู้ที่มองโลกในแง่ดีมากเกินไปจนไม่สามารถยอมรับความจริงของชีวิต หรืออาจแสดงตนว่าเป็นคนเก่ง ไม่กลัวใคร และใช้ปากเป็นเครื่องมือ

ขั้นทวารหนัก

ขั้นทวารหนัก (anal stage) มีอายุอยู่ในช่วง 18 เดือน ถึง 3 ปี วัยนี้จะได้รับความพึงพอ

ใจจากการขับถ่าย การที่พ่อแม่เข้มงวดในการฝึกหัดให้เด็กใช้กระโถนและการควบคุมให้ขับถ่ายเป็นเวลาตามความต้องการของพ่อแม่ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของเด็ก จะทำให้เกิดความขัดแย้ง จนเป็น fixation ทำให้เกิดบุคลิกภาพที่เรียกว่า “Anal Personality” คือเป็นคนเจ้าระเบียบ เข้มงวด ไม่ยืดหยุ่น ตระหนี่ หึงหวงคู่สมรสมากเกินไป และมีอารมณ์เครียดตลอดเวลาเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ หรืออาจมีบุคลิกภาพตรงข้าม คือ อาจเป็นคนใจกว้าง สุรุ่ยสุร่าย ไม่เป็นระเบียบ รกรุงรัง

ขั้นอวัยวะเพศ

ขั้นอวัยวะเพศ (phallic or oedipal stage) อายุอยู่ระหว่าง 3 ถึง 5 ปี ความพึงพอใจของ

เด็กวัยนี้อยู่ที่อวัยวะสืบพันธุ์ เด็กจะสนใจอวัยวะเพศของตน และแสดงออกด้วยการจับต้องลูบคลำอวัยวะเพศ สนใจความแตกต่างระหว่างเพศหญิงและเพศชาย เด็กผู้ชายจะมีปมอีดิปุส (oedipus complex) ซึ่งเกิดจากการที่เด็กผู้ชายวัยนี้จะติดแม่ ต้องการเป็นเจ้าของแม่เพียงผู้เดียว ขณะเดียวกันก็ทราบว่าแม่และพ่อรักกัน จึงพยายามเก็บกดความรู้สึกที่อยากเป็นเจ้าของแม่แต่เพียงผู้เดียว และพยายามทำตัวเลียนแบบพ่อ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า “Resolusion of Oedipal Complex” ส่วนเด็กผู้หญิงจะมีปมอีเลกตรา (electra complex) ซึ่งเกิดจากเด็กผู้หญิงมีความรักพ่อแต่รู้ว่าไม่สามารถแย่งพ่อจากแม่ได้จึงเลียนแบบแม่ คือ ถือแม่เป็นแบบฉบับพฤติกรรมของผู้หญิง ในขั้นนี้การยอมรับปรากฏการณ์ทางเพศของพ่อแม่ต่อเด็กวัยนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากพ่อแม่ไม่เข้าใจ เข้มงวดเกินไปจะทำให้เด็กรู้สึกผิด โตขึ้นจะมีปัญหาในเรื่องการรักเพศตรงข้าม ไม่ยืดหยุ่น ขัดแย้งในตนเองอย่างรุนแรง ตำหนิตนเอง ตีค่าตนเองต่ำ ไม่กล้าคิดสิ่งใหม่ ๆ และไม่กล้าถาม

ขั้นแฝงหรือขั้นพัก

ขั้นแฝงหรือขั้นพัก (latency stage) มีอายุอยู่ในช่วง 7 ถึง 14 ปี ฟรอยด์กล่าวว่าเด็กวัยนี้

จะมุ่งความสนใจไปที่พัฒนาการด้านสังคมและด้านสติปัญญา เป็นวัยที่พร้อมจะเรียนรู้การมีเหตุผล รู้ผิดชอบชั่วดี สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว เรียนรู้ที่จะมีค่านิยม ทัศนคติ ต้องการเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวและเตรียมตัวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ต่อไป เด็กจะเก็บกดความต้องการทางเพศ จะเล่นหรือจับกลุ่มกับเพศเดียวกัน เริ่มมีเพื่อนสนิทกับเพศเดียวกัน สนใจบทบาททางเพศของตน

ขั้นสนใจเพศตรงข้าม

ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (genital stage) วัยนี้เป็นวัยรุ่นเริ่มตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป เด็กเริ่ม

สนใจเพศตรงข้าม มีแรงจูงใจที่จะรักผู้อื่น มีความต้องการทางเพศ ความเห็นแก่ตัวลดลง ต้องการเป็นอิสระจากพ่อแม่ เป็นระยะเริ่มต้นของวัยผู้ใหญ่ ต้องการความสนใจ การยอมรับจากสังคม และมีการเตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่

โครงสร้างบุคลิกภาพ (The personality structure)

บุคคลิกภาพ

ฟรอยด์ เชื่อว่าโครงสร้างบุคลิกภาพของบุคคลมี 3 ประการ คือ

สัญชาตญาณ (id) คือ ตนที่อยู่ในจิตไร้สำนึก เป็นพลังที่ติดตัวมาแต่กำเนิด มุ่งแสวงหา ความพึงพอใจ (pleasure seeking principles) และเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล ความถูกต้อง และความเหมาะสม ประกอบด้วยความต้องการทางเพศและความก้าวร้าว เป็นโครงสร้างเบื้องต้นของจิตใจ และเป็นพลังผลักดันให้ ego ทำในสิ่งต่าง ๆ ตามที่ id ต้องการ

อัตตา (ego) คือพลังแห่งการใช้หลักของเหตุและผลตามความเป็นจริง (reality principle) เป็นส่วนของความคิด และสติปัญญา ตนปัจจุบันจะอยู่ในโครงสร้างของจิตใจทั้ง 3 ระดับ

อภิอัตตา (superego) คือส่วนที่ควบคุมการแสดงออกของบุคคลในด้านของ คุณธรรม ความดี ความชั่ว ความถูกผิด มโนธรรม จริยธรรมที่สร้างโดยจิตใต้สำนึกของบุคคลนั้น ซึ่งเป็นผลที่ได้รับจากการเรียนรู้ในสังคมและวัฒนธรรมนั้น ๆ ตนในคุณธรรมจะทำงานอยู่ในโครงสร้างของจิตใจทั้ง 3 ระดับ

การทำงานของคนทั้ง 3 ประการจะพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลให้เด่นไปด้านใดด้านหนึ่งของทั้ง 3 ประการนี้ แต่บุคลิกภาพที่พึงประสงค์ คือ การที่บุคคลสามารถใช้พลังอีโก้เป็นตัวควบคุมพลังอิด และซูเปอร์อีโก้ให้อยู่ในภาวะที่สมดุลได้


โครงสร้างทางบุคลิกภาพของซิกมันต์ ฟรอยด์

พฤติกรรมการเรียนรู้ของแบนดูร่า

พฤติกรรมการเรียนรู้ของแบนดูร่า

การเรียนรู้จากตัวแบบ

การเรียนรู้จากตัวแบบ แบนดูร่าเชื่อว่า การเรียนรู้ในการแสดงออกของพฤติกรรมของคนเราส่วนใหญ่เกิดขึ้นเนื่องจากการสังเกตตัวแบบ และลอกเลียนแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมที่ตัวแบบแสดงออกแล้วได้รับการเสริมแรง การเรียนรู้ดังกล่าวนี้ อาจเกิดขึ้นได้แม้ว่าจะไม่มีการลอกเลียนแบบพฤติกรรมจากตัวแบบโดยทันทีทันใดก็ตาม

เรื่องการเรียนรู้พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็ก โดยการให้เด็กดูตัวแบบแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว (ตัวแบบแสดงพฤติกรรมทุบตุ๊กตา) ซึ่งมีทั้งตัวแบบจริง และตัวแบบจากภาพยนตร์ ในเวลาต่อมาเขานำเด็กเหล่านี้มาทดสอบ เปรียบเทียบกับเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ดูตัวแบบ โดยจัดให้เด็กทั้งสองกลุ่มอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างเดียวกับตัวแบบ ผลปรากฏว่า เด็กที่ได้เห็นตัวแบบแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว จะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวมากกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่ได้ดูตัวแบบแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว แม้ว่าเด็กที่ได้สังเกตตัวแบบไม่ได้เลียนแบบพฤติกรรมแบบก้าวร้าวในทันทีทันใด ซึ่งเป็นการแสดงว่าอย่างน้อยที่สุดเด็กได้เกิดการเรียนรู้ในขณะที่ได้เห็นตัวแบบแล้ว

ปัญหาที่ต้องหาข้ออธิบายคือ การเรียนรู้โดยไม่มีโอกาสแสดงออกได้โดยทันที เกิดขึ้นได้อย่างไร คงอยู่ได้อย่างไร และในสภาพการณ์ใดมันจะเกิดขึ้น

1. ตัวแบบ มีอิทธิพลทำให้เกิดพฤติกรรมได้ แม้ว่าตัวแบบนั้นจะเป็นนามธรรม เช่นจากการศึกษาของพรรณทิพย์ เภกะนันท์ ศึกษาเปรียบเทียบอัตมโนทัศน์ของเด็กในสถานสงเคราะห์ไทยและอเมริกัน โดยใช้ตัวแบบที่เป็นเพื่อนในต่างประเทศเขียนจดหมายมา ผลปรากฏว่า จดหมายที่เป็นตัวแบบนามธรรมทางบวกนั้นทำให้อัตมโนทัศน์ของกลุ่มตัวอย่างดีขึ้น โดยไม่มีความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติ

ตัวแบบที่ทำให้เกิดความสนใจมาจะได้รับการลอกเลียนแบบมากกว่าตัวแบบอื่นๆ ส่วนตัวแบบที่ไม่ได้รับความสนใจก็จะไม่มีการบันทึกเหตุการณ์นั้น ลงในสมอง ย่อมไม่เกิดการเรียนรู้

2. ความสนใจในช่วงแรก ความสนใจในช่วงแรกนี้ จะเกิดขึ้นหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับ

- ตัวบุคคล ได้แก่ แรงขับ สภาวะของบุคคลในขณะนั้น อายุ เพศ และประสบการณ์

- ตัวแบบ ได้แก่ ลักษณะโครงสร้าง ความสลับซับซ้อน ความเด่น ความน่าสนใจของตัวแบบ

ถ้าบุคคลไม่เกิดความน่าสนใจ ตัวแบบก็ไม่มีผลก่อให้เกิดการเรียนรู้ของบุคคล

3. การเลือกตัวแบบ ความสนใจในช่วงแรก จะเร้าความสนใจในช่วงที่สอง นั่นคือ บุคคลจะเลือกตัวแบบที่ต้องการในกระบวนการนี้จะนำไปสู่การเรียนรู้ว่า ถ้าตนเองแสดงพฤติกรรมตามตัวแบบหรือลอกเลียนแบบ หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง ตนก็มีโอกาสได้รับการเสริมแรง

ในสภาพการณ์แต่ละอย่างนั้นอาจมีตัวแบบมากมายหลายชนิด ทั้งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม ฉะนั้นบุคคลจะสามารถแยกแยะและเลือกตัวแบบใดขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น

3.1 องค์ประกอบของแรงขับหรือแรงจูงใจ เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญมากในการเลือกตัวแบบ หรือการขาดแคลนบุคคลในสภาพนั้นๆ ก็กระตุ้นให้บุคคลเกิดแรงจูงใจในการเลือกตัวแบบ

3.2 การให้รางวัลและการลงโทษ มีความสำคัญในกระบวนการเรียนรู้จากตัวแบบ เทียบได้กับการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ จะแตกต่างก็ตรงที่ การเรียนรู้จากตัวแบบ ตัวแบบจะเป็นผู้ได้รับรางวัลและการลงโทษก็เป็นส่วนใหญ่และเมื่อผู้เรียนได้สังเกตเห็นตัวแบบได้รางวัล ผู้เรียนก็ต้องการที่จะเลียนแบบพฤติกรรมมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เมื่อตัวแบบได้รับการลงโทษ ผู้เรียนก็จะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมของตัวแบบหรือพฤติกรรมของตัวแบบก็ไม่ได้รับการเลียนแบบ

ส่วนการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไขแบบกระทำการลงโทษและการให้รางวัลมีผลต่อผู้แสดงพฤติกรรมหรือผู้เรียนโดยตรง ในกระบวนการเรียนรู้จากตัวแบบ การให้การเสริมแรงจะช่วยทำหน้าที่ 2 ประการคือ

- ช่วยให้ผู้สังเกตสนใจและมุ่งที่พฤติกรรมที่ตัวแบบกำลังแสดง ซึ่งทำให้ตัวแบบนั้นมีความสำคัญยิ่งขึ้น

- ช่วยให้ผู้สังเกตรู้ว่าพฤติกรรมใดจะได้รับการเสริมแรง พฤติกรรมใดจะหลีกเลี่ยงการลงโทษ

ทฤษฎี Modeling

การที่ผู้สังเกตการณ์จะยอมเลียนแบบพฤติกรรมของตัวแบบหรือไม่ คำตอบนั้นมิใช่ง่าย เพราะขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายอย่าง

- ตัวแปรแรกคือ คุณลักษณะบุคลิกภาพของผู้สังเกตการณ์ เช่นเพศของผู้สังเกต ผลงานของแบนดูร่าชี้ให้เห็นว่า เด็กผู้ชายจะก้าวร้าวมากกว่าเวลาดูตัวแบบชายที่ก้าวร้าว ส่วนเด็กผู้หญิงจะก้าวร้าวมากว่าเวลาดูตัวแบบผู้หญิงที่ก้าวร้าว

- คุณลักษณะของตัวแบบ ก็มีส่วนสำคัญในกระบวนการเลียนแบบ ผู้สังเกตการณ์จะเลียนแบบคนเก่งมากกว่าคนไม่เก่ง นอกจากนี้ คนเลียนแบบยังชอบเลียนแบบคนที่ดูแลตัวเองและคนที่ให้รางวัลกับตัว และชอบเลียนแบบคนที่ควบคุมทรัพยากรในอนาคตของผู้เลียนแบบ

- รางวัลหรือการลงโทษ ก็มีอิทธิพลเราเรียนรู้เมื่อเราเห็นว่าพฤติกรรมของคนอื่นได้รับการเสริมแรง โดยต้องหยุดคิดก่อนไม่ใช่เลียนแบบกันง่ายๆ เพราะถ้าถูกหลอกก็จะถูกหลอกตามไปด้วย แบนดูร่าได้ทำการทดลองโดยการให้ตัวแบบแสดงความก้าวร้าว แต่ไม่เห็นผล ในสภาพที่ให้รางวัล ผู้ใหญ่ชมตัวแบบที่ก้าวร้าวแล้วให้โซดาป๊อบและลูกอม ส่วนในสภาพที่ทำโทษ ผู้ใหญ่อีกคนพูดดูหมิ่นตัวแบบ กล่าวหาว่าขี้ขลาดเป็นจอมรังแก และยังใช้หนังสือพิมพ์ขู่ว่าจะตีอีกถ้าแสดงความก้าวร้าว

- ตัวแปรอิสระในเรื่องนี้ คือ วิธีการเสริมแรงซึ่งเขาใช้กับตัวแบบที่ก้าวร้าว

- ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมของเด็กเมื่อถูกปล่อยให้เป็นอิสระ


ขั้นตอนการเรียนรู้แบบแบนดูร่า

ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์

ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งกำหนดโดยนักจิตวิทยา ชื่อ มาสโลว์ (Abraham Maslow) เป็นทฤษฎีการจูงใจที่มีการกล่าวขวัญอย่างแพร่หลาย มาสโลว์มองว่าความต้องการของมนุษย์มีลักษณะเป็นลำดับขั้น จากระดับต่ำสุดไปยังระดับสูงสุด เมื่อความต้องการในระดับหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้ว มนุษย์ก็จะมีความต้องการอื่นในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

1. ความต้องการทางร่างกาย (physiological needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค อากาศ น้ำดื่ม การพักผ่อน เป็นต้น

2. ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (security or safety needs) เมื่อมนุษย์สามารถตอบสนองความต้องการทางร่างกายได้แล้ว มนุษย์ก็จะเพิ่มความต้องการในระดับที่สูงขึ้นต่อไป เช่น ความต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความต้องการความมั่นคงในชีวิตและหน้าที่การงาน

3. ความต้องการความผูกพันหรือการยอมรับ (ความต้องการทางสังคม) (affiliation or acceptance needs) เป็นความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ เช่น ความต้องการให้และได้รับซึ่งความรัก ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ ความต้องการได้รับการยอมรับ การต้องการได้รับความชื่นชมจากผู้อื่น เป็นต้น

4. ความต้องการการยกย่อง (esteem needs) หรือ ความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นความต้องการการได้รับการยกย่อง นับถือ และสถานะจากสังคม เช่น ความต้องการได้รับความเคารพนับถือ ความต้องการมีความรู้ความสามารถ เป็นต้น

5. ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (self-actualization) เป็นความต้องการสูงสุดของแต่ละบุคคล เช่น ความต้องการที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้สำเร็จ ความต้องการทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง เป็นต้น

จากทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ สามารถแบ่งความต้องการออกได้เป็น 2 ระดับ คือ

1. ความต้องการในระดับต่ำ (lower order needs) ประกอบด้วยความต้องการทางร่างกาย, ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง และความต้องการความผูกพันหรือการยอมรับ

2. ความต้องการในระดับสูง (higher order needs) ประกอบด้วย ความต้องการการยกย่องและความต้องการความสำเร็จในชีวิต

ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ (the need–hierarchy conception of human motivation) Maslow เรียงลำดับความต้องการของมนุษย์จากขั้นต้นไปสู่ความต้องการขั้นต่อไปไว้เป็นลำดับดังนี้

1. ความต้องการทางด้านร่างกาย (physiological needs)

2. ความต้องการความปลอดภัย (safety needs)

3. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (belongingness and love needs)

4. ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง (esteem needs)

5. ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (self-actualization needs)

ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ มีการเรียงลำดับขั้นความต้องการที่อยู่ในขั้นต่ำสุด

จะต้องได้รับความพึงพอใจเสียก่อนบุคคลจึงจะสามารถผ่านพ้นไปสู่ความต้องการที่อยู่ในขั้นสูงขึ้นตามลำดับดังจะอธิบายโดยละเอียดดังนี้

1. ความต้องการทางร่างกาย (physiological needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน

ที่มีอำนาจมากที่สุดและสังเกตเห็นได้ชัดที่สุด จากความต้องการทั้งหมดเป็นความต้องการที่ช่วยการดำรงชีวิต ได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ำดื่ม ออกซิเจน การพักผ่อนนอนหลับ ความต้องการทางเพศ ความต้องการความอบอุ่น ตลอดจนความต้องการที่จะถูกกระตุ้นอวัยวะรับสัมผัส แรงขับของร่างกายเหล่านี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอยู่รอดของร่างกายและของอินทรีย์ ความพึงพอใจที่ได้รับ

ในขั้นนี้จะกระตุ้นให้เกิดความต้องการในขั้นที่สูงกว่าและถ้าบุคคลใดประสบความล้มเหลวที่จะสนองความต้องการพื้นฐานนี้ก็จะไม่ได้รับการกระตุ้น ให้เกิดความต้องการในระดับที่สูงขึ้นอย่างไรก็ตาม ถ้าความต้องการอย่างหนึ่งยังไม่ได้รับความพึงพอใจ บุคคลก็จะอยู่ภายใต้ความต้องการนั้นตลอดไป ซึ่งทำให้ความต้องการอื่นๆ ไม่ปรากฏหรือกลายเป็นความต้องการระดับรองลงไป เช่น คนที่อดอยากหิวโหยเป็นเวลานานจะไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ต่อโลกได้ บุคคลเช่นนี้จะหมกมุ่นอยู่กับการจัดหาบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้มีอาหารไว้รับประทาน Maslow อธิบายต่อไปว่าบุคคลเหล่านี้จะมีความรู้สึกเป็นสุขอย่างเต็มที่เมื่อมีอาหารเพียงพอสำหรับเขาและจะไม่ต้องการสิ่งอื่นใดอีก ชีวิติของเขากล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของการรับประทาน สิ่งอื่น ๆ นอกจากนี้จะไม่มีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพ ความรัก ความรู้สึกต่อชุมชน การได้รับการยอมรับ และปรัชญาชีวิต บุคคลเช่นนี้มีชีวิตอยู่เพื่อที่จะรับประทานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ตัวอย่าง การขาดแคลนอาหารมีผลต่อพฤติกรรม

ได้มีการทดลองและการศึกษาชีวประวัติเพื่อแสดงว่า ความต้องการทางด้านร่างกายเป็นเรื่องสำคัญที่จะเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ และได้พบผลว่าเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงของพฤติกรรมซึ่งมีสาเหตุจากการขาดอาหารหรือน้ำติดต่อกันเป็นเวลานาน ตัวอย่างคือ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ในค่าย Nazi ซึ่งเป็นที่กักขังเชลย เชลยเหล่านั้นจะละทิ้งมาตรฐานทางศีลธรรมและค่านิยมต่าง ๆ ที่เขาเคยยึดถือภายใต้สภาพการณ์ปกติ เช่น ขโมยอาหารของคนอื่น หรือใช้วิธีการต่าง ๆ ที่จะได้รับอาหารเพิ่มขึ้น อีกตัวอย่างหนึ่งในปี ค.ศ. 1970 เครื่องบินของสายการบิน Peruvian ตกลงที่ฝั่งอ่าวอเมริกาใต้ผู้ที่รอดตายรวมทั้งพระนิกาย Catholic อาศัยการมีชีวิตอยู่รอดโดยการกินซากศพของผู้ที่ตายจากเครื่องบินตก จากปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าเมื่อมนุษย์เกิดความหิวขึ้น จะมีอิทธิพลเหนือระดับศีลธรรมจรรยา จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ามนุษย์มีความต้องการทางด้านร่างกายเหนือความต้องการอื่น ๆ และแรงผลักดันของความต้องการนี้ได้เกิดขึ้นกับบุคคลก่อนความต้องการอื่นๆ

2. ความต้องการความปลอดภัย (safety needs)

เมื่อความต้องการทางด้านร่างกายได้รับความพึงพอใจแล้วบุคคลก็จะพัฒนาการไปสู่ขั้นใหม่ต่อไป ซึ่งขั้นนี้เรียกว่าความต้องการความปลอดภัยหรือความรู้สึกมั่นคง (safety or security) Maslow กล่าวว่าความต้องการความปลอดภัยนี้จะสังเกตได้ง่ายในทารกและในเด็กเล็ก ๆ เนื่องจากทารกและเด็กเล็ก ๆ ต้องการความช่วยเหลือและต้องพึ่งพออาศัยผู้อื่น ตัวอย่าง ทารกจะรู้สึกกลัวเมื่อถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังหรือเมื่อเขาได้ยินเสียงดัง ๆ หรือเห็นแสงสว่างมาก ๆ แต่ประสบการณ์และการเรียนรู้จะทำให้ความรู้สึกกลัวหมดไป ดังคำพูดที่ว่า ฉันไม่กลัวเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบอีกต่อไปแล้ว เพราะฉันรู้ธรรมชาติในการเกิดของมันพลังความต้องการความปลอดภัยจะเห็นได้ชัดเจนเช่นกันเมื่อเด็กเกิดความเจ็บป่วย ตัวอย่างเด็กที่ประสบอุบัติเหตุขาหักก็ตะรู้สึกกลัวและอาจแสดงออกด้วยอาการฝันร้ายและความต้องการที่จะได้รับความปกป้องคุ้มครองและการให้กำลังใจ

Maslow กล่าวเพิ่มเติมว่าพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกอย่างไม่กวดขันและตามใจมากจนเกินไปจะไม่ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าได้รับความพึงพอใจจากความต้องการความปลอดภัยการให้นอนหรือให้กินไม่เป็นเวลาไม่เพียง แต่ทำให้เด็กสับสนเท่านั้นแต่ยังทำให้เด็กรู้สึกไม่มั่นคงในสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเขา สัมพันธภาพของพ่อแม่ที่ไม่ดีต่อกัน เช่น ทะเลาะกันทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน พ่อแม่แยกกันอยู่ หย่า ตายจากไป สภาพการณ์เหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อความรู้ที่ดีของเด็ก ทำให้เด็กรู้ว่าสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่มั่นคง ไม่สามารถคาดการณ์ได้และนำไปสู่ความรู้สึกไม่ปลอดภัย

ความต้องการความปลอดภัยจะยังมีอิทธิพลต่อบุคคลแม้ว่าจะผ่านพ้นวัยเด็กไปแล้ว แม้ในบุคคลที่ทำงานในฐานะเป็นผู้คุ้มครอง เช่น ผู้รักษาเงิน นักบัญชี หรือทำงานเกี่ยวกับการประกันต่าง ๆ และผู้ที่ทำหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของผู้อื่น เช่น แพทย์ พยาบาล แม้กระทั่งคนชรา บุคคลทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะใฝ่หาความปลอดภัยของผู้อื่น เช่น แพทย์ พยาบาล แม้กระทั่งคนชรา บุคคลทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะใฝ่หาความปลอดภัยด้วยกันทั้งสิ้น ศาสนาและปรัชญาที่มนุษย์ยึดถือทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคง เพราะทำให้บุคคลได้จัดระบบของตัวเองให้มีเหตุผลและวิถีทางที่ทำให้บุคคลรู้สึก ปลอดภัยความต้องการความปลอดภัยในเรื่องอื่น ๆ จะเกี่ยวข้องกับการเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ สงคราม อาชญากรรม น้ำท่วม แผ่นดินไหว การจลาจล ความสับสนไม่เป็นระเบียบของสังคม และเหตุการณ์อื่นๆ ที่คล้ายคลึงกับสภาพเหล่านี้

Maslow ได้ให้ความคิดต่อไปว่าอาการโรคประสาทในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะโรคประสาทชนิดย้ำคิด-ย้ำทำ (obsessive-compulsive neurotic) เป็นลักษณะเด่นชัดของการค้นหาความรู้สึกปลอดภัย ผู้ป่วยโรคประสาทจะแสดงพฤติกรรมว่าเขากำลังประสบเหตุการณ์ทที่ร้ายกาจและกำลังมีอันตรายต่าง ๆ เขาจึงต้องการมีใครสักคนที่ปกป้องคุ้มครองเขาและเป็นบุคคลที่มีความเข้มแข็งซึ่งเขาสามารถจะพึ่งพาอาศัยได้

3. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (belongingness and love needs)

ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของเป็นความต้องการขั้นที่ 3 ความต้องการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการทางด้านร่างกาย และความต้องการความปลอดภัยได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลต้องการได้รับความรักและความเป็นเจ้าของโดยการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวหรือกับผู้อื่น สมาชิกภายในกลุ่มจะเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับบุคคล กล่าวคือ บุคคลจะรู้สึกเจ็บปวดมากเมื่อถูกทอดทิ้งไม่มีใครยอมรับ หรือถูกตัดออกจากสังคม ไม่มีเพื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำนวนเพื่อน ๆ ญาติพี่น้อง สามีหรือภรรยาหรือลูก ๆ ได้ลดน้อยลงไป นักเรียนที่เข้าโรงเรียนที่ห่างไกลบ้านจะเกิดความต้องการเป็นเจ้าของอย่างยิ่ง และจะแสวงหาอย่างมากที่จะได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน

Maslow คัดค้านกลุ่ม Freud ที่ว่าความรักเป็นผลมาจากการทดเทิดสัญชาตญาณทางเพศ (sublimation) สำหรับ Maslow ความรักไม่ใช่สัญลักษณ์ของเรื่องเพศ (sex) เขาอธิบายว่า ความรักที่แท้จริงจะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกที่ดี ความสัมพันธ์ของความรักระหว่างคน 2 คน จะรวมถึงความรู้สึกนับถือซึ่งกันและกัน การยกย่องและความไว้วางใจแก่กัน นอกจากนี้ Maslow ยังย้ำว่าความต้องการความรักของคนจะเป็นความรักที่เป็นไปในลักษณะทั้งการรู้จักให้ความรักต่อผู้อื่นและรู้จักที่จะรับความรักจากผู้อื่น การได้รับความรักและได้รับการยอมรับจากผู้อื่นเป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า บุคคลที่ขาดความรักก็จะรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่ามีความรู้สึกอ้างว้างและเคียดแค้น กล่าวโดยสรุป Maslow มีความเห็นว่าบุคคลต้องการความรักและความรู้สึกเป็นเจ้าของ และการขาดสิ่งนี้มักจะเป็นสาเหตุให้เกิดความข้องคับใจและทำให้เกิดปัญหาการปรับตัวไม่ได้ และความยินดีในพฤติกรรมหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจในลักษณะต่าง ๆ

สิ่งที่ควรสังเกตประการหนึ่ง ก็คือมีบุคคลจำนวนมากที่มีความลำบากใจที่จะเปิดเผยตัวเองเมื่อมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับเพศตรงข้ามเนื่องจากกลัวว่าจะถูกปฏิเสธความรู้สึกเช่นนี้ Maslow กล่าวว่าสืบเนื่องมาจากประสบการณ์ในวัยเด็ก การได้รับความรักหรือการขาดความรักในวัยเด็ก ย่อมมีผลกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะและการมีทัศนคติในเรื่องของความรัก Maslow เปรียบเทียบว่าความต้องการความรักก็เป็นเช่นเดียวกับรถยนต์ที่สร้างขึ้นมาโดยต้องการก๊าซหรือน้ำมันนั่นเอง (Maslow, 1970, p. 170)

4. ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง (self-Esteem needs)

เมื่อความต้องการได้รับความรักและการให้ความรักแก่ผู้อื่นเป็นไปอย่างมีเหตุผลและทำให้บุคคล เกิดความพึงพอใจแล้ว พลังผลักดันในขั้นที่ 3 ก็จะลดลงและมีความต้องการในขั้นต่อไปมาแทนที่ กล่าวคือมนุษย์ต้องการที่จะได้รับความนับถือยกย่องออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกเป็นความต้องการนับถือตนเอง (self-respect) ส่วนลักษณะที่ 2 เป็นความต้องการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น (esteem from others)

4.1 ความต้องการนับถือตนเอง (self-respect) คือ ความต้องการมีอำนาจ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความแข็งแรง มีความสามารถในตนเอง มีผลสัมฤทธิ์ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น และมีความเป็นอิสระ ทุกคนต้องการที่จะรู้สึกว่าเขามีคุณค่าและมีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในงานภาระกิจต่างๆ และมีชีวิตที่เด่นดัง

4.2 ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น (esteem from others) คือ ความต้องการมีเกียรติยศ การได้รับยกย่อง ได้รับการยอมรับ ได้รับความสนใจ มีสถานภาพ มีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขาน และเป็นที่ชื่นชมยินดี มีความต้องการที่จะได้รับความยกย่องชมเชยในสิ่งที่เขากระทำซึ่งทำให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าว่าความสามารถของเขาได้รับการยอมรับจากผู้อื่น

ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง ก็เป็นเช่นเดียวกับธรรมชาติของลำดับชั้นในเรื่องความต้องการด้านแรงจูงใจตามทัศนะของ Maslow ในเรื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นภายในจิตนั่นคือ บุคคลจะแสวงหาความต้องการได้รับการยกย่องก็เมื่อภายหลังจาก ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของได้รับการตอบสนองความพึงพอใจของเขาแล้ว และ Maslow กล่าวว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่บุคคลจะย้อนกลับจากระดับขั้นความต้องการในขั้นที่ 4 กลับไปสู่ระดับขั้นที่ 3 อีกถ้าความต้องการระดับขั้นที่ 3 ซึ่งบุคคลได้รับไว้แล้วนั้นถูกกระทบกระเทือนหรือสูญสลายไปทันทีทันใด

ดังตัวอย่างที่ Maslow นำมาอ้างคือหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเธอคิดว่าการตอบสนองความต้องการความรักของเธอได้ดำเนินไปด้วยดี แล้วเธอจึงทุ่มเทและเอาใจใส่ในธุรกิจของเธอ และได้ประสบความสำเร็จเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและอย่างไม่คาดฝันสามีได้ผละจากเธอไป ในเหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏว่าเธอวางมือจากธุรกิจต่างๆ ในการที่จะส่งเสริมให้เธอได้รับความยกย่องนับถือ และหันมาใช้ความพยายามที่จะเรียกร้องสามีให้กลับคืนมา ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของเธอเป็นตัวอย่างของความต้องการความรักซึ่งครั้งหนึ่งเธอได้รับแล้ว และถ้าเธอได้รับความพึงพอในความรักโดยสามีหวนกลับคืนมาเธอก็จะกลับไปเกี่ยวข้องในโลกธุรกิจอีกครั้งหนึ่ง

ความพึงพอใจของความต้องการได้รับการยกย่องโดยทั่ว ๆ ไป เป็นความรู้สึกและทัศนคติของความเชื่อมั่นในตนเอง ความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า การมีพละกำลัง การมีความสามารถ และความรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่อย่างมีประโยชน์และเป็นบุคคลที่มีความจำเป็นต่อโลก ในทางตรงกันข้ามการขาดความรู้สึกต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ย่อมนำไปสู่ความรู้สึกและทัศนคติของปมด้อยและความรู้สึกไม่พอเพียง เกิดความรู้สึกอ่อนแอและช่วยเหลือตนเองไม่ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการรับรู้ตนเองในทางนิเสธ (negative) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรู้สึกขลาดกลัวและรู้สึกว่าตนเองไม่มีประโยชน์และสิ้นหวังในสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของชีวิต และประเมินตนเองต่ำกว่าชีวิตความเป็นอยู่กับการได้รับการยกย่อง และยอมรับจากผู้อื่นอย่างจริงใจมากกว่าการมีชื่อเสียงจากสถานภาพหรือการได้รับการประจบประแจง การได้รับความนับถือยกย่องเป็นผลมาจากความเพียรพยายามของบุคคล และความต้องการนี้อาจเกิดอันตรายขึ้นได้ถ้าบุคคลนั้นต้องการคำชมเชยจากผู้อื่นมากกว่าการยอมรับความจริงและเป็นที่ยอมรับกันว่าการได้รับความนับถือยกย่อง มีพื้นฐานจากการกระทำของบุคคลมากกว่าการควบคุมจากภายนอก

5. ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (self-actualization needs)

ถึงลำดับขั้นสุดท้าย ถ้าความต้องการลำดับขั้นก่อน ๆ ได้ทำให้เกิดความพึงพอใจอย่างมีประสิทธิภาพ ความต้องการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงก็จะเกิดขึ้น Maslow อธิบายความต้องการเข้าใจตนองอย่างแท้จริง ว่าเป็นความปรารถนาในทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งบุคคลสามารถจะได้รับอย่างเหมาะสมบุคคลที่ประสบผลสำเร็จในขั้นสูงสุดนี้จะใช้พลังอย่างเต็มที่ในสิ่งที่ท้าทายความสามารถและศักยภาพของเขาและมีความปรารถนาที่จะปรับปรุงตนเอง พลังแรงขับของเขาจะกระทำพฤติกรรมตรงกับความสามารถของตน กล่าวโดยสรุปการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงเป็นความต้องการอย่างหนึ่งของบุคคลที่จะบรรลุถึงวจุดสูงสุดของศักยภาพ เช่น นักดนตรีก็ต้องใช้ความสามารถทางด้านดนตรี ศิลปินก็จะต้องวาดรูป กวีจะต้องเขียนโคลงกลอน ถ้าบุคคลเหล่านี้ได้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตนตั้งไว้ก็เชื่อได้ว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนที่รู้จักตนเองอย่างแท้จริง” Maslow (1970, p. 46)

ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงจะดำเนินไปอย่างง่ายหรือเป็นไปโดยอัตโนมัติ โดยความเป็นจริงแล้ว Maslow เชื่อว่าคนเรามักจะกลัวตัวเองในสิ่งเหล่านี้ ด้านที่ดีที่สุดของเรา ความสามารถพิเศษของเรา สิ่งที่ดีงามที่สุดของเรา พลังความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์” Maslow (1962, p. 58)

ความต้องการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงมิได้มีแต่เฉพาะในศิลปินเท่านั้น คนทั่ว ๆ ไป เช่น นักกีฬา นักเรียน หรือแม้แต่กรรมกรก็สามารถจะมีความเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงได้ถ้าทุกคนสามารถทำในสิ่งที่ตนต้องการให้ดีที่สุด รูปแบบเฉพาะของการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงจะมีความแตกต่างอย่างกว้างขวางจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง กล่าวได้ว่ามันคือระดับความต้องการที่แสดงความแตกต่างระหว่างบุคคลอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด

Maslow ได้ยกตัวอย่างของความต้องการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ในกรณีของนักศึกษาชื่อ Mark ซึ่งเขาได้ศึกษาวิชาบุคลิกภาพเป็นระยะเวลายาวนานเพื่อเตรียมตัวเป็นนักจิตวิทยาคลีนิค นักทฤษฎีคนอื่น ๆ อาจจะอธิบายว่าทำไมเขาจึงเลือกอาชีพนี้ ตัวอย่าง เช่น Freud อาจกล่าวว่ามันสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับสิ่งที่เขาเก็บกด ความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศไว้ตั้งแต่วัยเด็ก ขณะที่ Adler อาจมองว่ามันเป็นความพยายามเพื่อชดเชยความรู้สึกด้อยบางอย่างในวัยเด็ก Skinner อาจมองว่าเป็นผลจากการถูกวางเงื่อนไขของชีวิตในอดีต

ขณะที่ Bandura สัมพันธ์เรื่องนี้กับตัวแปรต่างๆ ทางการเรียนรู้ทางสังคม และ Kelly อาจพิจารณาว่า Mark กำลังจะพุ่งตรงไปเพื่อที่จะเป็นบุคคลที่เขาต้องการจะเป็นตัวอย่างที่แสดงถึง การมุ่งตรงไปสู่เป้าประสงค์ในอาชีพโดยความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงและถ้าจะพิจารณากรณีของ Mark ให้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น ถ้า Mark ได้ผ่านกาเรียนวิชาจิตวิทยาจนครบหลักสูตรและได้เขียนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกและในที่สุดก็ได้รับปริญญาเอกทางจิตวิทยาคลีนิค สิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ Mark ต่อไปก็คือ เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาดังกล่าวแล้วถ้ามีบุคคลหนึ่งได้เสนองานให้เขาในตำแหน่งตำรวจสืบสวน ซึ่งงานในหน้าที่นีจะได้รับค่าตอบแทนอย่างสูงและได้รับผลประโยชน์พิเศษหลายๆ อย่างตลอดจนรับประกันการว่าจ้างและความมั่นคงสำหรับชีวิต เมื่อประสบเหตุการณ์เช่นนี้ Mark จะทำอย่างไร ถ้าคำตอบของเขาคือ ตกลงเขาก็จะย้อนกลับมาสู่ความต้องการระดับที่ 2 คือความต้องการความปลอดภัย สำหรับการวิเคราะห์ความเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง Maslow กล่าวว่า อะไรที่มนุษย์สามารถจะเป็นได้เขาจะต้องเป็นในสิ่งนั้นเรื่องของ Mark เป็นตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าเขาตกลงเป็นตำรวจสืบสวน เขาก็จะไม่มีโอกาสที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง

ทำไมทุก ๆ คนจึงไม่สัมฤทธิผลในการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (why can’t all people achieve self-actualization) ตามความคิดของ Maslow ส่วนมากมนุษย์แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดที่ต้องการแสวงหาเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ภายในตน จากงานวิจัยของเขาทำให้ Maslow สรุปว่าการรู้ถึงศักยภาพของตนนั้นมาจากพลังตามธรรมชาติและจากความจำเป็นบังคับ ส่วนบุคคลที่มีพรสวรรค์มีจำนวนน้อยมากเพียง 1% ของประชากรที่ Maslow ประมาณ Maslow เชื่อว่าการนำศักยภาพของตนออกมาใช้เป็นสิ่งที่ยากมาก บุคคลมักไม่รู้ว่า ตนเองมีความสามารถและไม่ทราบว่าศักยภาพนั้นจะได้รับการส่งเสริมได้อย่างไร มนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงไม่มั่นใจในตัวเองหรือไม่มั่นใจในความสามารถของตนจึงทำให้หมดโอกาสเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง และยังมีสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่มาบดบังพัฒนาการทางด้านความต้องการของบุคคลดังนี้

อิทธิพลของวัฒนธรรม ตัวอย่างหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของสังคมมีต่อการเข้าใจตนเอง คือแบบพิมพ์ของวัฒนธรรม (cultural stereotype) ซึ่งกำหนดว่าลักษณะเช่นไรที่แสดงความเป็นชาย (masculine) และลักษณะใดที่ไม่ใช่ความเป็นชาย เช่นจัดพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความเมตตากรุณา ความสุภาพและความอ่อนโยน สิ่งเหล่านี้วัฒนธรรมมีแนวโน้มที่จะพิจารณาว่า ไม่ใช่ลักษณะของความเป็นชาย” (unmasculine) หรือความเชื่อถือของวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่มีคุณค่า เช่น ยึดถือว่าบทบาทของผู้หญิงขึ้นอยู่กับจิตวิทยาพัฒนาการของผู้หญิง เป็นต้น การพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ ดังกล่าวนี้เป็นเพียงการเข้าใจ สภาพการณ์ที่ดีมากกว่าเป็นเกณฑ์ของการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง

ประการสุดท้าย Maslow ได้สรุปว่าการไม่เข้าใจตนเองอย่างแท้จริงเกิดจากความพยายามที่ไม่ถูกต้องของการแสวงหาความมั่นคงปลอดภัย เช่น การที่บุคคลสร้างความรู้สึกให้ผู้อื่นเกิดความพึงพอใจตนโดยพยายามหลีกเลี่ยงหรือขจัดข้อผิดพลาดต่าง ๆ ของตน บุคคลเช่นนี้จึงมีแนวโน้มที่จะพิทักษ์ความมั่นคงปลอดภัยของตน โดยแสดงพฤติกรรมในอดีตที่เคยประสบผลสำเร็จ แสวงหาความอบอุ่น และสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งลักษณะเช่นนี้ย่อมขัดขวางวิถีทางที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง


ความต้องการ 5 ขั้นของมาสโลว์

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

10 ขั้นตอน นอนฟังเพลง ผ่อนคลายสมอง


10 ขั้นตอน นอนฟังเพลง ผ่อนคลายสมอง

 UploadImage

 
หลังชั่วโมงทำงานอันแสนเหนื่อยล้า มาฝึกนอนฟังเพลงเพื่อผ่อนคลายอารมณ์กับ อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีกันดีกว่าค่ะ
แนะนำให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้โดยให้ทราบว่า เมื่อ หายใจเข้าให้หายใจเข้าลึกๆทางจมูก และเมื่อ หายใจเข้าให้หายใจออกทางจมูกและปากข้าๆพร้อมกับเปล่งเสียง “เฮ้อ” ออกมาดังๆ เพื่อให้การฝึกได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ค่ะ

UploadImage
ขั้นที่ 1 เปิดเพลงจังหวะสบายๆ เช่นเพลงของโมซาร์ท ให้เสียงดังพอเหมาะนอนหงาย วางมือข้างลำตัว แล้วทิ้งน้ำหนักตัวลงกับพื้นให้มากที่สุด หายใจเข้าและออกจนรู้สึกผ่อนคลาย
ขั้นที่ 2 ใช้นิ้วนางและนิ้วกลางแทงขมับทั้งสองข้างแรงปานกลาง หายใจเข้าพร้อมกับนวดวนเบาๆตามเข็มนาฬิกา 3 รอบกลั้นหนึ่งลมหายใจ จากนั้นหายใจออกทางปาก ให้เสียงลมผ่านไรฟัน “ซือ” พร้อมกับนวดวนเบาๆทวนเข็มนาฬิกา 3 รอบ นับเป็น 1 เซต
ขั้นที่ 3 กำมือให้แน่น หายใจเข้า พร้อมกับงอข้อศอกเข้าหาตัว ให้ท่อนแขนส่วนบนราบติดพื้น กำปั้นอยู่ระดับไหล่ กลั้นหนึ่งลมหายใจ ขณะเดียวกันออกแรงเกร็งจนกล้ามเนื้อต้นแขนสั่น ถอนหายใจ พร้อมกับวางมือลงข้างลำตัว นับเป็น 1 เซต
ขั้นที่ 4 แขนทั้งสองข้างเหยียดตรง หงายฝ่ามือขึ้น หายใจเข้า พร้อมกับวาดแขนขวาขึ้นเหนือศรีษะ กลั้นหนึ่งลมหายใจ ขณะเดียวกันออกแรงยืดจนแขนขวาตึงถอนหายใจ พร้อมกับวาดแขนกลับสู่ข้างลำตัว สลับทำด้ายซ้าย นับเป็น 1 เซต
ขั้นที่ 5 หายใจเข้า พร้อมกับยกขาขวาให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเหยียบขาตรงและกระดกปลายเท้าเข้าหาลำตัว กลั้นหนึ่งลมหายใจ พร้อมออกแรงเกร็งขา จากนั้นถอนหายใจ พร้อมกับวางขากลับสู่ท่าเดิม สลับทำด้านซ้าย นับเป็น 1 เซต
ขั้นที่ 6 ยกมือขวาจับไหล่ซ้าย หายใจเข้า พร้อมกับลูบหัวไหล่ลงมาถึงบริเวณเหนือข้อศอกช้าๆ กลั้นหนึ่งลมหายใจ แล้วถอนหายใจ พร้อมกับวางมือขวาลงข้างลำตัวสลับทำด้านซ้าย นับเป็น 1 เซต
ขั้นที่ 7 หายใจเข้า พร้อมกับงอแขนขวาและซ้ายวางไขว้ทับกันบนหน้าอก กลั้นหนึ่งลมหายใจ แล้วถอนหายใจ พร้อมกับยกแขนทั้งสองข้างลำตัว นับเป็น 1 เซต
ขั้นที่ 8 ใช้ฝ่ามือถูกันเร็วๆจนรู้สึกร้อน หายใจเข้า พร้อมกับยกมือทั้งสองข้างจับแก้มให้รู้สึกถึงความอุ่น กลั้นหนึ่งลมหายใจ แล้วถอนหายใจ พร้อมกับวางแขนลงข้าลำตัว นับเป็น 1 เซต
ขั้นที่ 9 ใช้หลังมือขวาแตะบริเวณใต้คางด้านซ้าย ปลายนิ้วทั้งห้าชิดใบหู หายใจเข้า พร้อมกับลูบหลังมือจากใต้คางด้านซ้ายไปขวา กลั้นหนึ่งลมหายใจ แล้วถอนหายใจพร้อมกับวางแขนขวาลงข้างลำตัว สลับทำด้านซ้าย นับเป็น 1 เซต
ขั้นที่ 10 วางมือขวาทับมือซ้ายลงบริเวณกะบังลม (เหนือเอว) หายใจเข้า แล้วกลั้นลมหายใจ จากนั้นถอนหายใจ พร้อมกับวางแขนทั้งสองข้างลงข้างลำตัว นับเป็น 1 เซต
หมายเหตุ : ทำขั้นที่ 2-10 อย่างละ 4 เซต
***************************************
 นิตยสารชีวจิต. ปีที่ 13, ฉบับที่ 298, 1 มีนาคม 2554, หน้า 20

ขอบคุณข้อมูล  สุขภาพจิต จาก กรมสุขภาพจิต dmh.go.th

รับมือ "เพื่อนเป็นพิษ"

จิตวิทยาทั่วไป และ สุขภาพจิต

รับมือ "เพื่อนเป็นพิษ"

UploadImage

‘เพื่อนเป็นพิษ’ มิตรภาพจำแลง ไม่อยากพบบางครั้งเลิกคบยาก

เอ็มเอสเอ็นบีซี – คนมากมายคงเคยมีโอกาสพบพานและรู้จัก ‘เพื่อนเป็นพิษ’ อาทิ คนที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง คนที่ซึมเศร้าตลอดกาล หรือคนที่ช่างวิจารณ์ให้เราเจ็บใจได้บ่อยๆ หากเพื่อนแบบนี้ยังอยู่ข้างตัวคุณ วิธีรับมืออาจพอมีอยู่บ้าง
เว็บไซต์ TODAY.com และนิตยสารเซลฟ์ได้ร่วมกันสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับมิตรภาพเป็นพิษ และได้รับคำตอบจากผู้หญิง 18,000 คน และผู้ชาย 4,000 คน ซึ่งพบว่าผู้หญิง 84% และผู้ชาย 75% เคยมีเพื่อนเป็นพิษ ณ บางช่วงเวลาของชีวิต
65% บอกว่ามีหรือเคยมีเพื่อนที่พูดแต่เรื่องของตัวเอง, 59% มีหรือเคยมีเพื่อนที่ทำตัวเหมือนแวมไพร์สูบอารมณ์เพราะห่อเหี่ยวตลอดเวลา, 55% มีหรือเคยมีเพื่อนช่างจิกกัด, 45% มีหรือเคยมีเพื่อนชอบแทงข้างหลัง และอันดับ5 คือเพื่อนเสแสร้ง เชื่อถือไม่ได้ 37%
กระนั้น ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 83% สารภาพว่าคบกับเพื่อนเป็นพิษอยู่นาน เพราะคิดว่าอย่างไรก็เพื่อนจึงทำใจยากที่จะเลิกคบหา
หากอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น มีเคล็ดลับที่อาจนำไปลองใช้ดูได้ ดังนี้
เพื่อนที่เอาแต่ตัวเอง : เปลี่ยนบทสนทนาจากเรื่องของเขา/เธอเป็นเรื่องของคุณ (ซึ่งอาจไม่ง่ายนัก) เปลี่ยนหัวข้อหรือบอกเพื่อนตรงๆ ว่าคุณก็ต้องการและสมควรได้รับความสนใจตอบกลับมาบ้าง
ซึมเศร้าเรื้อรัง : กำหนดขอบเขตชัดเจน และบอกเขา/เธอถึงขีดจำกัดนั้น (บังคับให้ปฏิบัติตาม!) รวมถึงส่งเสริมให้เพื่อนคนนั้นคบหาเพื่อนคนอื่นๆ
ช่างจิกกัด : มั่นใจในคุณค่าและความคิดเห็นของคุณเอง และรู้ว่าคุณอาจจำเป็นต้องแสดงอาการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำวิจารณ์ นั้น ไม่เช่นนั้นความสัมพันธ์ของคุณจะมีแต่ความขัดแย้ง
ชอบแทงข้างหลัง : ตระหนักว่าเพื่อนคนนั้นเป็นศัตรูในร่างมิตรและระวังตัว หรือถ้าทนไม่ไหวก็เลิกคบได้เลย
เสแสร้ง : คุณต้องเตือนว่าเขา/เธอเคยรับปากอะไรไว้ และเลิกเชื่อถือคนที่ไม่เคยเชื่อถือได้
ดร.เกล ซาลซ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จิตเวช โรงพยาบาลนิวยอร์ก เพรสไบทีเรียน ชี้ว่าการที่ไม่สามารถทิ้งเพื่อนเป็นพิษได้มีเหตุผลเช่นเดียวกับการที่เรา ยังคงอยู่ในความสัมพันธ์ที่บกพร่องผิดพลาดทุกรูปแบบ เช่น อาจรู้สึกผิดที่จะตัดขาด หรือคนๆ นั้นยังมีความสำคัญต่อเราในบางด้าน แม้จะเลวร้ายในบางด้านก็ตาม
แม้ผู้ตอบแบบสอบถาม 37% บอกว่าซ่อนเพื่อนในเฟซบุ๊กเวลาไม่พอใจหรือเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมของเพื่อนคน นั้น แต่จริงๆ แล้วยังมีวิธีจัดการกับเพื่อนเป็นพิษในรูปแบบอื่นๆ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
47% บอกว่าใช้เวลาเพื่อให้ใจเย็นลง และ 53% ตัดสินใจอย่างมีสติในการดาวน์เกรดเพื่อนเป็นพิษให้อยู่ในสถานะแค่คนรู้จัก
จากข้อมูลการสำรวจ (คำตอบส่วนใหญ่มาจากผู้หญิง) ยังพบว่าเพื่อนเป็นพิษของผู้ตอบ 80% เป็นผู้หญิง (ผู้ชาย 47%, ผู้หญิง 87%) และ 22% มีเพื่อนเป็นพิษเป็นผู้ชาย (ผู้ชาย 57%, ผู้หญิง 14%)
หรืออีกนัยหนึ่งคือ ผู้ชายมีแนวโน้มเป็นพิษกับผู้ชายด้วยกัน และผู้หญิงเป็นพิษกับผู้หญิงด้วยกัน
เดวิด เฟรเดอริก ผู้ช่วยศาสตราจารย์รับเชิญสาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยฮาวาย อธิบายว่ามิตรภาพระหว่างผู้หญิงมักเกี่ยวข้องกับความสนิทสนมและการแลก เปลี่ยนความรู้สึกระหว่างกัน ซึ่งเปิดช่องสำหรับการโจมตีจากเพื่อนเป็นพิษ ขณะที่มิตรภาพของผู้ชายจะรวมศูนย์อยู่ที่งานและกิจกรรมต่างๆ เช่น กีฬา มากกว่าการแลกเปลี่ยนความรู้สึก จึงเหลือช่องว่างให้เพื่อนเป็นพิษโจมตีน้อยมาก
ไอรีน เลวิน ศาสตราจารย์จิตเวช มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และผู้ก่อตั้งเดอะ เฟรนด์ชิป บล็อก เสริมว่ามิตรภาพอาจมีทั้งสร้างสรรค์และทำลาย
“การศึกษาหลายฉบับแสดงให้เห็นว่า มิตรภาพใกล้ชิดช่วยลดความเครียดและความเสี่ยงซึมเศร้า ส่งเสริมสุขภาพและทำให้อายุขัยยืนยาว เราไม่ได้แค่สามารถขอคำแนะนำและกำลังใจจากเพื่อนเท่านั้น แต่ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่เข้าใจและได้รับการสนับสนุนมีค่าแบบที่ไม่ สามารถประเมินได้”
กระนั้น เลวินสำทับว่า บางครั้งเราควรประเมินมิตรภาพที่มีอยู่ โดยเฉพาะหากคิดว่ากำลังพบเจอเพื่อนเป็นพิษ และตระหนักว่าไม่เคยสายเกินไปในการสร้างมิตรภาพ และเพื่อนใหม่อาจเป็นเพื่อนที่ดีกว่าและทำให้เรามีความสุขมากกว่าเดิม

ขอบคุณข้อมูล จิตวิทยาทั่วไป และ สุขภาพจิต จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 ตุลาคม 2554

จิตวิทยา:ผู้ชาย


ความลับของผู้ชาย

UploadImage



      ใครๆ ก็บอกว่าผู้ชายมาจากดาวอังคาร (หนังสือขายดีของ ดร.จอนห์ เกรย์ ที่เขียนถึงความแตกต่างของหญิงชาย เพื่อให้เกิดการยอมรับและเข้าใจ ลดความขัดแย้ง ในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างกัน) วันๆ คิดแต่เรื่องกีฬา เบียร์ และเรื่องบนเตียง (บางทีอาจสลับกันก็ได้) พวกผู้ชายไม่ยอมถามเส้นทางเมื่อหลง ไม่เปิดเผยความรู้สึกในใจจริงไหม รายงานพิเศษของเราจะตีแผ่ความลับของผู้ชายซึ่งคุณอาจต้องประหลาดใจ

ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง และความเชื่อเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของชาย

      ใครสะอื้นไห้เวลาดูหนังเศร้า ใครจะเป็นจะตายเวลาอกหัก ไม่น่าเชื่อว่าคำตอบคือผู้ชาย ผลการศึกษาเผยว่าผู้ชายมีอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อนและเข้าใจยากไม่แพ้ผู้หญิง บางครั้งอาจลึกลับจนแม้ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ นับประสาอะไรกับผู้หญิง

      แม้อารมณ์จะเป็นจุดเด่นที่สุดของผู้หญิงแต่ผู้ชายก็มีความอ่อนไหวและมี ประสบการณ์ด้านอารมณ์ได้มากพอๆกัน ในการศึกษาภาวะด้านอารมณ์ของผู้ใหญ่ 500,000 คน กลุ่มตัวอย่างเพศชายระบุว่ารู้สึกอ่อนไหวสูงพอๆ กับกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง การศึกษาคู่สามีภรรยาพบว่าทั้งสองอ่อนไหวต่อความเครียดของคู่สมรสมากเท่าๆ กัน แต่ก็สามารถปลอบโยนอีกฝ่ายได้ดีไม่แพ้กัน

     แม้หญิงชายอาจถอนหายใจ ร้องไห้ เฮฮา กราดเกรี้ยว ตะโกน หรือแสดงความรำคาญได้บ่อยพอกัน แต่ทั้งสองเพศมีวิธีแสดงอารมณ์ต่างกัน “อารมณ์เป็นฉากหลังในชีวิตของผู้ชายขณะที่เป็นฉากหน้าในชีวิตของผู้หญิง” ดร. จอช โคลแมน นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ สามีจอมขี้เกียจ กล่าวว่า “ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ชายซึ่งจัดหมวดหมู่สิ่งต่างๆ และมองทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า ดูเหมือนหญิงจะโอนอ่อนตามอารมณ์มากกว่าชายซึ่งพยายามจัดการกับอารมณ์เหล่า นี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับทั้งสองฝ่าย ความสัมพันธ์ดีขึ้นและทั้งคู่ก็มีความสุขมากขึ้น”

กลไกในสมอง

UploadImage

      เมื่อ 13 ปีที่แล้ว คริส ชโรเดอร์ นักธูรกิจวัย 48 มีชีวิตเพียบพร้อม สุขภาพแข็งแรงมีงานที่ชอบ มีภรรยาและลูกสุดที่รักสองคน แต่ภายในหนึ่งเดือน ทุกอย่างก็พังทลายลง เมื่อเขาป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบจนต้องเข้าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล จากนั้นก็ถูกปลดออกจากงาน ชีวิตแต่งงานอับปางลง เขาคาดไม่ถึงว่าชีวิตจะเลวร้ายถึงเพียงนี้ คริสทวนความหลังว่า “ผมดำเนินชีวิตต่อไปแบบซังกะตาย แต่ไม่แสดงความรู้สึกในใจมากนัก ผมไม่เฉลียวใจเลยว่าเราควรปลดปล่อยความกลัดกลุ้มออกมาบ้าง และไม่รู้ด้วยว่าควรปล่อยอย่างไร”

      ทำไมผู้ชายขาดความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ คำตอบคือต้องโทษสมอง ดร. เดวิด พาวเวล ประธานศูนย์ปฏิบัติการด้านสุขภาพนานาชาติ อธิบายว่า สมองของหญิงมีการสื่อสารระหว่างซีกซ้ายซึ่งควบคุมระบบเหตุผลกับซีกขวาซึ่ง ควบคุมการทำงานของอารมณ์ได้ดีกว่าสมองของชาย

      ทั้งหมดนี้อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมผลการศึกษาในกลุ่มสังคมต่างวัฒนธรรม 125 ฉบับ จึงระบุว่าเด็กชายกับผู้ชายตีความสารที่ได้สื่ออกมาเป็นคำพูด เช่น อากัปกิริยา สีหน้า และน้ำเสียงของคู่สนทนาผิดพลาดกว่าผู้หญิง ผู้ชายยังมีปฏิกิริยาต่ออารมณ์น้อยกว่าและลืมได้เร็วกว่า

      การทดลองที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า ภาพสะเทือนอารมณ์ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในสมองของหญิงมากกว่าชาย สามสัปดาห์ต่อมา ผู้หญิงยังจำรายละเอียดของภาพได้มากกว่า นักวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานว่าผลการศึกษานี้น่าจะอธิบายว่าทำไมผู้หญิงจึงพร่ำ บ่นเรื่องหยุมหยิมที่สามีลืมไปตั้งนาแล้ว

      การหย่าร้างซึ่งที่จริงส่งผลกระทบต่อจิตใจของชายมากกว่าหญิงนั้น บางครั้งทำให้ผู้ชายต้องสำรวจอารมณ์ของตัวเองเสียใหม่ “นานหลายปีที่ผมต่อสู้กับความกลัดกลุ้ม ซึ่งสุมแน่นอยู่ในใจโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อใด ที่คุณตระหนักว่ามีอารมณ์บางอย่างคุกรุ่นอยู่ในใจ คุณจะรู้สึกว่าเก็บกักไว้เหมือนเดิมได้ยาก ตอนนี้ผมใช้ชีวิตให้มีค่าขึ้น รับรู้สมองฝ่ายความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ถ้ารู้อย่างที่รู้ก่อนหน้านี้ ผมคงจะเป็นสามีที่ดีกว่านี้” นี่คือคำสารภาพของคริสซึ่งแต่งงานใหม่เมื่อไม่นานนี้หลังครองสถานะม่ายร่วม สิบปี

น้ำตาลูกผู้ชาย

      ครั้งแรกที่โรเบิร์ต เวสต์โอเวอร์ วัย 41 เห็นพ่อร้องไห้ คือวันที่เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนาวิกโยธินซึ่งทั้งพ่อและปู่เคยเรียน มาก่อน เนื่องจากเติบโตมากับพี่น้องผู้ชายสามคนในครอบครัวทหาร โรเบิร์ตจึงได้รับการปลูกฝังให้กินเร็ว พูดดังฟังชัดชอบการแข่งขันและเก็บกดความรู้สึก “การแสดงอารมณ์เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้ชาย” โรเบิร์ตกล่าว

      เด็กชายทุกคนได้รับการสั่งสอนแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก พออายุหนึ่งขวบก็เริ่มสบตาน้อยกว่าเด็กหญิง และหันไปสนใจกับสิ่งที่เคลื่อนไหว เช่น รถยนต์ มากกว่าจะมองหน้าคน พ่อ-แม่แสดงความรู้สึกกับลูกชายน้อยกว่ากับลูกสาว (ยกเว้นอารมณ์โกรธ) เด็กชายจึงรู้จักคำศัพท์เกี่ยวกับ “อารมณ์” น้อยกว่าเด็กผู้หญิง เวลาอยู่ในสนามเด็กเล่นนอกบ้าน เด็กชายถูกสอนว่าต้องกลั้นน้ำตาและไม่ขี้ขลาด เมื่อเข้าโรงเรียนใบหน้าของเด็กชาย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเปิดเผยไม่ต่างจากเด็กหญิงเริ่มแสดงอารมณ์น้อยลงเรื่อยๆ

      พอโตเป็นผู้ใหญ่ ชายจะพูดน้อยลง อย่างน้อยเวลาอยู่หน้าสาธารณชน ชายจะพูดเพื่อแสดงว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น ตรงข้ามกับผู้หญิงซึ่งจะพูดเพื่อดึงดูดความสนใจคนรอบข้าง แม้แต่กับเพื่อนส่วนใหญ่ ผู้ชายก็อาศัยคำพูดเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงานช่าง กีฬา รถยนต์ คอมพิวเตอร์ “ผู้หญิงพูดเพื่อให้หัวสมองปลอดโปร่ง แต่ผู้ชายคิดก่อนพูด” นายแพทย์มาร์ก กูลส์ทัน จิตแพทย์และผู้แต่งหนังสือ เคล็ดลับหกประการให้สัมพันธภาพยืนยาว (The 6 Secrets of Lasting Relationship) “ถ้าไม่คิดก่อนพูดผู้ชายอาจหลุดปากพูดอะไรโง่ๆ ออกไปจนเสียหน้า หรืออาจพูดไม่เข้าหูคนจนกลายเป็นเรื่องชกต่อย ทางที่ดีคือไม่พูดอะไรเลย”

      อะไรซ่อนอยู่ภายหลังหน้ากากเหล็กและความเงียบขรึมของผู้ชาย ความอ่อนแอไงละ ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าผู้ชายส่วนใหญ่รู้สึกไม่มั่นคงโดยตัวเองยากจะยอม รับ และไม่มั่นคงเกินกว่าที่ภรรยาคาดเดาไว้ “ผู้ชายทุกคนมีความกลัวลับๆ อยู่อย่างหนึ่งว่าจะไร้สมรรถภาพและความกล้าหาญ เรียกว่ากลัวตัวเองจะไม่เป็นชายอย่างที่ควรจะเป็น หมอกูลส์ทันกล่าว “ผู้ชายรู้ว่ามีหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ถ้าข้าวของในบ้านพังจะต้องซ่อมได้ เมื่อรู้สึกว่าตนไร้ความสามารถก็จะถอยห่างและปลีกตัวออกไป”

      กฎเกณฑ์และบทบาทระหว่างชายหญิงเริ่มผ่อนปรนบ้างแล้ว ชายบางคนกล้าพอจะเปิดเผยความอ่อนแอของตน แต่หลายคนยังสับสนว่าควรเปิดเผยแค่ไหน “ผู้หญิงบอกว่าอยากให้พวกเราเปิดเผยความรู้สึก” โรเบิร์ตกล่าว “แต่เดี๋ยวก็บอกว่าอยากเห็นเราเป็นหลักอันมั่นคงให้เธอ เหมือนเรียกร้องให้เรากระโดดไปมาระหว่างความสุดโต่งสองขั้ว ซึ่งสับสนมาก ผู้ชายไม่มีแนวทางหรือตัวอย่างว่าควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าเปิดเผย ความรู้สึกและเข้มแข็งไปพร้อมกัน"

ทำไมผู้ชายระเบิดอารมณ์

UploadImage


      แม้ผู้หญิงจะรู้สึกโกรธบ่อยพอๆ กับผู้ชาย แต่ความฉุนเฉียวก็ยังเป็นอารมณ์ประจำตัวเพศชายอยู่ดี “ลูก   ยังพูดถึงตอนที่ผม “เบรกแตก” อยู่เลย” คิม การ์เรทัน พนักงานบริษัทวัย 54 ปี ซึ่งเคยระเบิดอารมณ์สุดขีดในร้าน เมื่อพนักงานนำอาหารเย็นชืดมาเสิร์ฟ

      แล้วทำไมผู้ชายหลายคนถึงแสดงอาการกราดเกรี้ยว “ความโกรธมีสาเหตุมาจากจิตใจที่สับสนเมื่อต้องเก็บกดอารมณ์บางอย่างไว้ ชายทุกคนพยายามเก็บความรู้สึกเพราะกลัวว่าการเปิดเผยเพียงเล็กน้อยอาจนำไป สู่การปอกเปลือกจนหมดใจ” ดร. เคนแนท ดับเบิลยู. คริสเตียน นักจิตวิทยาและผู้เขียนศัตรูตัวร้ายของคุณ (Your Own Worst Enemy) กล่าว “ถ้าคุณไม่หาทางปลดปล่อยมันออกมาบ้างหรือหาวิธีจัดการอย่างถูกต้องอารมณ์ เหล่านี้จะเป็นเหมือนไฟคุกรุ่น รอเวลาลุกโหมขึ้นมาเมื่อชีวิตของคุณพังครืนลง เพราะปัญหาบางอย่าง”

      ชีวิตคิมพังทลายเมื่อสี่ปีก่อนหลังหมอลงความเห็นว่าเขาเป็นมะเร็งต่อมลูก หมาก สิ่งที่ตามมาก็เหมือนกับสิ่งที่เกิดกับชายหลายคนเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยหนัก คิมตระหนักว่าชีวิตเขาไม่มีอะไรต้องเสีย มีแต่ได้เท่านั้น ขอเพียงปล่อยให้ตัวเองมีอารมณ์ตามจริง “ผมกล้าแสดงอารมณ์ทุกอย่าง” คิมกล่าว “ถ้าโกรธ ผมก็ระบายด้วยคำพูดเจ็บแสบแล้วก็ปล่อยให้ผ่านไป ผมใช้อารมณ์ขันเป็นทางออกและกลับไปติดต่อกับเพื่อนเก่าๆ ตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต แสวงหาความหมายทางจิตวิญญาณ ชีวิตผมเต็มไปด้วยความสุขและรื่นรมย์”

ลองวิธีนี้

UploadImage


ผู้ชายสามารถแสดงอารมณ์โดยไม่ต้องร้องไห้หรือรู้สึกกลัว ต่อไปนี้เป็นวิธีเริ่มต้น

      หาวิธีแสดงอารมณ์อย่างสร้างสรรค์หางานอดิเรกอย่างวาดรูปหรือเล่นดนตรี ผลงานศิลปะอันยิ่งใหญ่จำนวนมากเป็นการสร้างสรรค์ของเพศที่ได้ชื่อว่าเก็บกด ที่สุด

      ระบายความเครียดและโกรธด้วยการออกกำลัง “เมื่อรู้สึกกดดันสุดขีดจนอยากเอาหัวชนฝา ให้รีบหาทางออกกำลัง บางทีแค่สิบนาทีอาจยังไม่พอ”

      แสดงอารมณ์ออกไป “นิดหน่อย” เริ่มจากความรู้สึกที่คุณควบคุมได้หาคนที่เข้าใจและใช้คำว่า “นิดหน่อย” เช่น เศร้า “นิดหน่อย” หรือ กลัว “นิดหน่อย” อย่างนี้จะปลอดภัยกว่าการเปิดเผยจนหมดเปลือก

      เดินหน้าเข้าชน “แทนที่จะหลีกเลี่ยงอารมณ์ที่คุณไม่แน่ใจว่าจะจัดการได้ ทางที่ดีคือเดินหน้าเข้าหา” ดร. ทราวิส แบรดเบอรี่ นักจิตวิทยา กล่าว “การจัดการกับอารมณ์ของตนเป็นเรื่องที่อาศัยเวลาและการฝึกฝนเพราะเป็นการฝึก สมอง แต่ยิ่งทำก็ยิ่งง่าย”

ผู้หญิงต้องรู้


UploadImage
     
      “ชายก็เหมือนปูเสฉวน” คริสกล่าว “ถ้าเปิดเผยความรู้สึกแล้วต้องเจ็บปวดเพิ่ม เราจะหดกลับเข้าไปในกระดองและไม่โผล่หัวออกมาอีก เราไม่ยอมให้ใครมาถากถางหรือเยาะเย้ยเราต้องบ่มตัวเองอยู่นานกว่าจะรู้สึก ปลอดภัย” ต่อไปนี้เป็นวิธีที่ผู้หญิงสามารถทำได้เพื่อช่วยให้ผู้ชายข้างกายรู้สึกสบาย ใจที่จะแสดงความรู้สึก

      เวลาพูด ให้อยู่”เคียงข้าง” แทนที่จะ “ประจันหน้า” นักจิตวิทยากล่าวว่า การยืนเผชิญหน้ากับผู้ชายจะทำให้เขารู้สึกว่าถูกท้าทายและยั่วยุ เพราะฉะนั้น แทนที่จะนั่งตรงข้ามกับสามี ควรนั่งข้างๆ เขา

      ทำกิจกรรมประเภทกีฬาร่วมกัน เวลาปั่นจักรยานหรือเดินป่า ปราการในหัวใจผู้ชายจะอ่อนบางลง ดังนั้น จึงควรปล่อยให้เรื่องราวต่างๆ ผุดขึ้นมาอย่าเร่งเร้าให้พูดเวลาเดิน เพราะเขาอาจปิดปากเอาดื้อๆ

      หัดดูหนังชีวิตแบบผู้ชาย หนังชีวิตเกี่ยวกับกีฬาทำให้ผู้ชายไม่น้อยซึ้งถึงกับน้ำตาซึม “กีฬาเป็นเครื่องยึดโยงระหว่างผู้ชายกับพ่อ สำหรับผู้ชายนี่คือรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อ” อย่าพยายามวิเคราะห์หรือวิจารณ์ชีวิตวัยเด็กของเขา

      อย่ากดดันให้เขาพูดว่าผจญอะไรมาบ้างในวันเลวร้ายสุดๆ “ถ้าวันไหนทุกอย่างแย่ไปหมด เขาเองก็ไม่อยากพูดถึงความเจ็บปวดแบบนี้หรอก” นักจิตวิทยากล่าว “จะมีประโยชน์อะไรกับการนั่งคุยเรื่องหดหู่ตลอดค่ำในเมื่อไม่ช่วยให้แก้ ปัญหาได้”

      แสดงออกไม่ต้องพูด การพูดคุยอาจเป็นวิธีแสดงอารมณ์ที่ผู้หญิงนิยมใช้มากที่สุด “ผู้ชายแสดงอารมณ์ด้วยภาษากาย” นักจิตวิทยากล่าวว่า “เพศสัมพันธ์เป็นวิธีแสดงความรักอีกอย่าง” แทนที่จะบีบคั้นให้ผู้ชายถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดทางที่ดีควรหัดพูด ภาษาของเขา

      หาทางทำให้เขาทราบเมื่อคุณต้องการกำลังใจ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโทเลวิจัยพบว่าสามีอาจอ่อนแอและต้องการกำลังใจไม่ ต่างจากภรรยา เพียงขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาเท่านั้น “ผู้ชายไม่ถึงกับไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ภรรยาต้องทำให้เขาทราบว่าตัวภรรยาเองต้องการอะไรและเมื่อไหร่”

      บอกสามีว่าเขามีความหมายต่อคุณเพียงไร “เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังให้ถามสามีว่า “ทุกวันนี้ ฉันทำให้คุณรู้สึกชื่นชมและให้เกียรติคุณน้อยกว่าเมื่อตอนเจอกันครั้งแรก หรือเปล่า” จิตแพทย์แนะ “บอกเขาว่าคุณรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกโชคดีมากที่ทีเขามาร่วมชีวิตด้วย และขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกให้รู้เช่นนั้นบ่อยๆ เชื่อว่าคุณผู้ชายจะต้องถึงอ้าปากค้างแน่นอน”

ขอบคุณข้อมูลจิตวิทยาทั่วไปดีๆจาก  ไดแอน เฮลส์/ รีดเดอร์ส ไดเจสท์ มิถุนายน 2549 หน้า 81-87

นักวิจัยไขเคล็ดลับ จับโกหก
 
  UploadImage

คนโกหกอาจแสดงอาการหลายอย่างที่ฟ้องตัวเองออกมา


เอเจนซี – จราจรเป็นอัมพาตหรือว่าเขาแวะหาใคร? โทรศัพท์แบตฯหมดจริงๆ หรือเธอไม่อยากโทรมากันแน่?
     
หลายคนคงเคยมีคำถามแนวๆ นี้ในใจและไม่สามารถหาคำตอบได้
     
ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญพบศาสตราจารย์จิตวิทยาจากยูซีแอลเอ เอ็ดเวิร์ด กีเซลแมน ผู้ที่ใช้เวลาหลายปีศึกษาวิธีที่ดีที่สุดในการจับโกหก
     
กีเซลแมนและทีมวิจัยอีก 3 คนเชื่อว่า หลังจากวิเคราะห์รายงาน 60 ฉบับว่าด้วยการจับเท็จและการทำวิจัยเอง พวกเขาค้นพบวิธีที่ได้ผลที่สุดในการจับโกหกแม้แต่นักต้มและคนร้อยเล่ห์หลอกลวงที่มาพร้อมมุกอย่างเนียน
     
กีเซลแมนสำทับว่า แม้งานศึกษาฉบับนี้ที่ตีพิมพ์อยู่ในอเมริกัน เจอร์นัล ออฟ ฟอเรนสิก ไซไคอะทรี ฉบับสัปดาห์ที่แล้ว เป็นงานที่จัดทำขึ้นสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติทุกคนสามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ได้ ดังต่อไปนี้

UploadImage เล่าแกนๆ - กีเซลแมนยอมรับว่าอาการนี้อาจเป็นการโต้ตอบตามสัญชาติญาณ แต่คนโกหกส่วน ใหญ่จะไม่บอกอะไรคุณมากนัก เพราะรู้ว่าขืนทำแบบนั้น ตัวเองจะต้องจำรายละเอียดที่ปั้นแต่งขึ้นมาเผื่อถูกซักไซ้ในอนาคต และอีกอย่างคือ กลัวว่าถ้าอธิบายละเอียดละออ คนฟังจะจับได้ว่าเป็นเรื่องแต่ง ไม่ใช่เรื่องจริง

UploadImage บอกรายละเอียดที่ไม่จำเป็น - ถ้าเขาบอกคุณว่าใส่เสื้อตัวไหนหรือดื่มอะไรอยู่โดยที่คุณไม่ได้ถาม สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเขามีเรื่องปิดบังคุณแน่

UploadImage ตอบคำถามด้วยคำถาม - คำถาม: "เมื่อคืนนี้คุณไปไหนมา?” คำตอบ: “เมื่อคืนนี้ฉันไปไหนมา?” กีเซลแมนอธิบายว่า คนโกหกอาจ ตอบคำถามอย่างช้าๆ แล้วค่อยพูดเร็วขึ้นเมื่อเรียบเรียงความคิดได้ หรืออาจลังเล พูดตกๆ หล่นๆ หรือตะกุกตะกัก เดี๋ยวหยุดเดี๋ยวพูดใหม่

UploadImage เม้มปาก หลบตา - แปลว่าเขากำลังคิดหนักว่าจะตอบอย่างไรดี และมีแนวโน้มว่าจะหมกมุ่นกับตัวเอง เช่น ขยับเสื้อผ้าหรือจับผม
     
คนข้างๆ คุณเคยมีอาการแบบหนึ่งแบบใดเหล่านี้หรือไม่ คิดในแง่ดี เขา/เธออาจทำเพื่อถนอมน้ำใจคุณก็ได้


ขอบคุณข้อมูล จิตวิทยาทั่วไป และ สุขภาพจิต ดีๆ จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤษภาคม 2554

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

สุขภาพจิต : โรคเซ็งกำลังจะเกิดกับตัวคุณหรือเปล่า


คุณกำลังเป็นโรคเซ็งเรื้อรังอยู่หรือเปล่า?

UploadImage

 
คุณกำลังประสบกับปัญหาเหล่านี้อยู่หรือเปล่าคะ
      มีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยอ่อนอยู่เป็นระยะเวลานานไม่ว่าจะพักผ่อนหรือบำรุงร่างกายมากขนาดไหน แต่อาการก็ยังคงอยู่
ถ้าใช่ นั่นแสดงว่าคุณอาจกำลังเป็นโรคเซ็งเรื้อรัง!
โรคเซ็งเรื้อรังที่ เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกที่เกิดความเบื่อหน่ายอะไรสักอย่าง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เมื่อเกิดขึ้นก็จะหายไปเองได้

      แต่โรคเซ็งเรื้อรังนี้ เป็นกลุ่มอาการของโรคอย่างหนึ่ง ในทางภาษาแพทย์เรียกว่า กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง โดยมักจะมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยอ่อนอยู่เป็นเวลานาน (อาจนานเป็นเดือนหรือปี) บางรายอาจมีอาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

      โดยเริ่มต้นจากอาการปวดศีรษะ เจ็บบริเวณต่อมน้ำเหลือง ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ขาดสมาธิ ซึ่งจะเป็นอาการที่คล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่แต่อาการทั้งหมดเหล่านี้จะคงอยู่ นานกว่า ส่วนใหญ่มักเกิดภายหลังอาการป่วยบางชนิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ ท้องเสียอย่างรุนแรง ในขณะที่บางรายพบว่าเกิดขึ้นได้หลังจากมีภาวะเครียดอย่างรุนแรง
โรคเซ็งเรื้อรังจะ พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 2-4 เท่า โดยอาจเกิดจากความแตกต่างในเรื่องเพศ เมื่อเป็นแล้วแพทย์จะให้การรักษาด้วยการให้ยาต้านอารมณ์ซึมเศร้า ยาเพิ่มภูมิคุ้มกันและในบางรายอาจให้ยาสงบประสาทร่วมด้วยเพื่อลดอาการวิตก กังวลและช่วยให้หลับ และอาจให้ยาตามอาการที่ผู้ป่วยมี เช่น ยาระงับปวด หรือยาแก้โรคภูมิแพ้ เป็นต้น
     ใครที่กลัวว่าตัวเองจะเข้าข่ายกลุ่มอาการโรคเซ็งเรื้อรังนี้ อย่าเพิ่งกังวลนะคะ เพราะผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำในการป้องกันโรคเซ็งเรื้อรังไว้ด้วยว่าให้พยายามรักษาสุขภาพด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยป้องกันโรคเซ็งเรื้อรังได้
...

อ้างอิง : นิตยสาร HealthToday ปีที่ 9, ฉบับที่ 107, กุมภาพันธ์ 2553, หน้า 12
ขอบคุณข้อมูล สุขภาพจิต จาก กรมสุขภาพจิต
photo credit : topnews.ae

สุขภาพจิต


เครียดนานๆ เสี่ยงสมองเหี่ยว และ อาจเพิ่มความอ้วน

UploadImage

 
ความเครียดเบียดสมองหดเล็ก เป็นส่วนเกี่ยวกับควบคุมอารมณ์

      วารสาร “ชีวจิตวิทยา” ของสหรัฐฯ รายงาน, การศึกษาพบว่า ผู้ที่ตกอยู่ใต้ความเครียดนานๆ อาจจะทำให้สมองเหี่ยวลงได้ ซึ่งอาจทำให้สุขภาพกายและใจในบั้นปลายเสื่อมตามไปด้วย

      โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยเยลล์กับศูนย์โรคความเครียดเยล ได้ร่วมกันศึกษาจากคนไข้ผู้ทุกข์ใจจากการสูญเสียคนรัก ได้พบว่าผู้ที่ได้รับผล จากความเครียดยืดเยื้อหลายครั้งหลายหน สมองจะเหี่ยวหดเล็กลง โดยสมองส่วนที่กระทบกระเทือน จะเป็นสมองซึ่งเกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์และการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน

      อย่างไรก็ตาม ดร.ราชจิตรา สิงห์ ผู้ร่วมการศึกษา ได้ชี้ว่า แต่สมองสามารถสะท้อนและปรับเปลี่ยนได้ การหดตัวของศูนย์อารมณ์และการเผาผลาญอาหารจึงไม่จำเป็นต้องคงอยู่นาน และแนะนำว่า สิ่งสำคัญก็คือ คนเราควรจะหาวิธีที่จะรับมือกับความเครียดในชีวิตของเราให้ได้


ขอบคุณข้อมูล สุขภาพจิต จาก ไทยรัฐออนไลน์ 16 มกราคม 2012
photo credit : tokyofamilies.com

จิตวิทยาทั่วไป : สมองหญิง ชาย ต่างกันจริงหรือ??


สมองหญิงแตกต่างจากชายจริงหรือ??

UploadImage

      หลายคนที่ชอบอ่านพ๊อกเก็ตบุคเล่มเล็กๆคงเคยได้ยิน ชายมาจากดาวอังคาร หญิงมาจากดาวศุกร์กันบ้างแล้ว ซึ่งทีมงานกรมสุขภาพจิตก็เคยนำเสนอบทความดังกล่าวมาแล้ว พบว่าชายหญิงนั้นมีความแตกต่างกันที่นอกเหนือจากสรีระร่างกายแล้ว ในเรื่องความแตกต่างในเชิงวิธีคิดก็มีความต่างกัน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเพื่อยืนยันความแตกต่างกันในเชิงความสามารถของสมองก็ มีเช่นกัน ดังจะกล่าวต่อไปนี้
เมื่อเร็วๆนี้นิตยสารชื่อดังเช่นไทม์ ฉบับ 28 มีนาคม 2549 กล่าวเน้นให้เห็นความเชื่อดังกล่าวข้างต้น ซึ่งก็กลายมาเป็นข้อจำกัดบางเรื่องของสาวๆและแม่บ้านทั้งหลาย ผู้เคยชินกับการที่ตัวเองมีความสามารถในการจัดการกับปัญหาต่างๆในบ้าน และหรือนอกบ้าน (ในที่ทำงาน)ได้อย่างละเมียดละไม เรียนรู้เรื่องภาษาได้อย่างรวดเร็ว มีทักษะด้านความจำที่เหนือกว่าหนุ่มๆหรือพ่อบ้านได้อย่างเป็นจินตภาพ แตกต่างจากหนุ่มๆหรือพ่อบ้านที่มักจะขาดทักษะในการแก้ปัญหาที่มีรายละเอียด มาก (หรือเมินในการจดจำเรื่องราวต่างๆ) แต่มีความถนัดในเรื่องวิศวะอิเลกทรอนิกซ์ เครื่องยนต์กลไก เพราะมีพื้นฐานทักษะทางคณิตศาสตร์ การบวกลบคูณหารที่ดีกว่า นั่นเป็นเพราะว่าโครงสร้างทางสมองของเพศหญิงแตกต่างจากสมองของเพศชาย
จริงหรือไม่มีหลายคนคงสงสัยเช่นกัน
      จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ด้านสมอง (neuroscientist) ที่ชื่อซานด้าน วิเทลสัน ได้ทุ่มเทเวลาศึกษาเรื่องสมองมนุษย์ โดยเฉพาะในประเด็นที่หลายคนอาจจะตั้งคำถามไว้ในใจว่า "เหตุใดอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงได้ฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก" การศึกษาครั้งนั้นได้สร้างชื่อเสียงให้เธอในช่วงทศวรรษที่ 1990 เป็นอย่างมาก ช่วงทศวรรษให้หลัง แซนด้าก็มีศึกษาหาคำตอบว่าปัจจัยให้สมองของเพศหญิงแตกต่างจากเพศชายเกี่ยว ข้องกับฮอร์โมน อุปนิสัย อาหาร และยาที่ใช้
จากการศึกษาพบว่า เมื่อขณะที่เราเป็นเด็กนั้น โครงสร้างทางสมองของเด็กหญิงและเด็กชาย โดยเฉพาะทักษะความสามารถทางคณิตศาสตร์นั้นไม่มีความแตกต่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสมมติฐานนั้นจะเป็นเช่นเดิม โดยจากการศึกษาพบว่าความแตกต่างจะเริ่มปรากฎให้เห็นเมื่อเด็กย่างเข้าสู่วัย เรียนในระดับเกรด 4 (ก็คงวัยชั้นประถมในบ้านเรา) ก่อนที่จะพัฒนาไปเรื่อยๆให้เห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างเพศหญิงกับเพศชาย มากยิ่งขึ้น โดยยืนยันได้จากผลการทดสอบ SAT (การทดสอบมาตรฐานทางคณิตศาสตร์) ที่เด็กวัยมัธยมบ้านเรารู้จักกันดีที่สัดส่วนคะแนนของเด็กหญิงจะได้น้อยกว่า เด็กชาย

อะไรที่บอกความแตกต่างทางโครงสร้างของสมองบ้าง

1. สมองส่วน Parietal Lobe แต่ก่อนมีความเชื่อว่าในเพศหญิงสมองส่วนนี้จะใหญ่กว่าเพศชายนั้น ไม่จริงเสียแล้ว
2. สมองส่วน Corpus Callosum ซึ่งเป็นส่วนที่เส้นประสาทสมองมีการเชื่อมต่อกันเพื่อให้เห็นพัฒนาการทาง ด้านความฉลาด จะเห็นการพัฒนาที่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศหญิงและเพศชาย
3. สมองส่วน Prefrontal Cortex เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านความคิดที่จะพัฒนาต่อไปเป็นอารมณ์ ในเพศหญิงพบว่ามีการใช้สมองส่วนนี้ทำงานมากกว่า
4. อมิกดาลา (Aygdala) เป็นส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำที่ลึกลับซับซ้อน หรือเป็นส่วนที่บางคนจะบอกว่าเป็นความจำเจ็ดชั่วโคตร ในเพศชายที่มีทักษะความสามารถด้านการควบคุมอารมณ์ได้ดี จะมีเส้นประสาทสมองเชื่อมต่อกับสมองส่วนนี้น้อย (หรือจะยืนยันความเป็นจริงที่ว่า เพศชายเขามักจะมีความทรงจำอะไรๆได้ไม่ดีนักเพราะเกี่ยวข้องกับสมองส่วนนี้ หรือเปล่า) ในขณะที่เพศหญิงที่มีทักษะทางด้านภาษาศาสตร์จะพบการเชื่อมต่อของเส้นประสาท สมองส่วนนี้มีมากขึ้น (ท่านชายทั้งหลายอย่ามองข้าม ตรงนี้ยืนยันได้ว่าความจำของสตรีในบางเรื่องเป็นความจำที่เป็นเลิศ นั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับสมองส่วนนี้)
5. Cerebellum หรือสมองส่วนท้าย ในสมองส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับทักษะทางการเรียนรู้ ดังเช่น ทักษะทางคณิตศาสตร์ ดนตรี และทักษะทางสังคม เช่นเดียวกับสมองในส่วนข้อ 2 คือ Corpus Callosum จะมีความแตกต่างกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างเพศหญิงและเพศชาย

      จากการศึกษาของแซนด้ายังบอกอีกว่า จากโครงสร้างของสมอง โดยเฉพาะในส่วนของข้อ 3 Prefrontal Cortex (ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังหน้าผากจากมองมองสรีระภายนอก) ทำให้เพศชายเมื่อโตขึ้นจะมีความโผงผาง ดุดันกว่าเพศหญิง แถมเมื่อนานวันเข้า ก็มีโอกาสเสียเนื้อเยื่อที่ช่วยในการควบคุมตนเอง ขณะที่เพศหญิงกลับมีการพัฒนาเนื้อเยื่อในส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีผลทำให้เราเห็นการพัฒนาของสมองส่วนนี้จาก คุณแม่ คุณป้า คุณย่า คุณยาย ที่จะมีความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นตามวัย (จริงเท็จอย่างไรก็ลองกลับไปดูคนที่บ้านดูแล้วส่งข้อมูลยืนยันความเชื่อนี้ แลกเปลี่ยนกันด้วยจะเป็นพระคุณ)

      จากผลงานเรื่องนี้จึงเป็นแหล่งอ้างอิงที่ดี เพื่อนำไปสู่การศึกษาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆที่มีผลมากจากความผิดปกติของ สมอง เช่น ออทิสติก อัลไซเมอร์ รวมไปถึงโรคจิตเภท ซึมเศร้า ช่วยเป็นแสงนำทางเราไปสู่การป้องกัน รักษาโรคเหล่านี้ได้มากขึ้นในอนาคต

      เร็วๆนี้มีตัวอย่างคนไข้รายหนึ่ง ที่เปิดเผยเพื่อเป็นกรณีศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเพลซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์ยอนห์ แวน เดอมิเต กล่าวว่า มีเด็กหญิงวัยประถมรายหนึ่งมาพบจิตแพทย์ด้วยปัญหาไม่สามารถเรียนคณิตศาสตร์ ได้ แต่เด็กมีทักษะทางภาษาศาสตร์ที่ดีมาก โดยเป็นตัวแทนชุมชนในการกล่าวสุนทรพจน์ เป็นนักพูด เรียนวรรณคดี และภาษาศาสตร์ได้ดี

      ตอนหลังครู ผู้ปกครอง และเด็ก ก็ร่วมกันหาทางออกโดยการเปลี่ยนวิธีการเรียนคณิตศาสตร์แบบปกติทั่วไป เป็นการเรียนโดยใช้สัญญลักษณ์เชิงภาษาศาสตร์ที่เด็กมีความชำนาญ คือสื่อสารในแบบที่เด็กเข้าใจ ซึ่งต่อมาเด็กก็สามารถเรียนคณิตศาสตร์จนสามารถสอบได้คะแนนดีเยี่ยมตามมาที หลังได้

      กล่าวโดยสรุป ความเชื่อที่ว่าความสามารถทางสมองของเด็กหญิงและชายนั้นมีความแตกต่างกันที่ เห็นได้ชัดคือวัยประถม เป็นสมมติฐานที่มีการศึกษามามากพอ แต่ในโลกยุคสมัยใหม่ที่มีการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง มีการวิจัยศึกษาและพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงการมีพฤติกรรมสุขภาพของแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ มีการอบรมเลี้ยงดูที่ดี ถึงแม้ว่าระหว่างเพศหญิงและชายจะมีลักษณะสมองที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะมองไม่เห็นแนวทางที่จะมีการส่งเสริมให้เด็กมีทักษะ ในสิ่งที่เด็กไม่มีพื้นฐานความชำนาญให้มีขึ้นมาได้ ตัวอย่างที่กล่าวถึงก็อาจจะเป็นแนวทางให้ผู้ปกครองหลายคนได้เรียนรู้ว่า ลูกหลานของเราสามารถที่จะพัฒนาการเรียนรู้ให้ชำนาญขึ้นมาใหม่ได้ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมเสริมต้นทุนที่เขาเหล่านั้นมีอยู่ให้มีมากยิ่งขึ้นต่อ ไปอีก

      ปัจจุบัน เราจึงเห็นว่าลูกสาว หลานสาวเราทำคะแนนคณิตศาสตร์ได้สูสีกับเด็กผู้ชาย สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นวิศวะกร เป็นหมอเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคณะที่เรามักจะเห็นกันเฉพาะเพศชายมากกว่าเพศหญิง เช่นคณะวิศวะกรรมศาสตร์ ไปถึงคณะวิทยาศาสาต์ทางด้านการแพทย์ ชีวะ เคมี วิทยาศาสตร์อื่นๆมากขึ้น ซึ่งเห็นความชัดเจนมากขึ้นในการเรียนคณะดังกล่าวแม้แต่ในต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ในประเทศเราเอง

ข้อมูลจาก นิตยาสารไทม์ ฉบับวันที่ 28 มีนาคม 2549 และนิตยสารชีวจิต ฉบับเดือนธันวาคม 2549

ขอบคุณข้อมูล  จิตวิทยาทั่วไป จาก กรมสุขภาพจิต
photo credit : camb-ed.com.au
 

เคล็ดลับเรียนเก่ง


เผยงีบหลังเรียนเป็นวิธีเรียนหนังสือที่ดีที่สุด

UploadImage

      จิตแพทย์มีกันเผยผลการศึกษา นักเรียนจำเนื้อหาที่เรียนได้มากขึ้นหากท่องก่อนนอน
เจสสิก้า เพย์น จิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเทอ ดาม ของสหรัฐ เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุด ซึ่งระบุว่า การนอนหลับพักผ่อนหลังเรียนหนังสือเป็นวิธีเรียนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากช่วยให้ผู้เรียนจดจำเนื้อหาที่เพิ่งเรียนได้ง่ายขึ้น
เพย์นได้ทำการศึกษานักเรียน 207 คน ซึ่งนอนหลับกลางคืนเฉลี่ย 6 ชั่วโมง ต่อวัน โดยให้ศึกษาข้อมูลต่างๆ หลังจากนั้นก็เรียกมาทดสอบในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน  ผลปรากฎว่า นักเรียนสามารถจำข้อมูลได้ดีสุดหลังนอนเต็มอิ่มแล้ว
'ผลการศึกษาของเราพิสูจน์ให้เห็นว่า การนอนหลังการเรียนช่วยให้สามารถจำอะไรได้มากขึ้น ดังนั้น ใครที่ต้องการจำข้อมูลสำคัญๆ หรือซักซ้อมคำพูดอะไร ก็ควรทำก่อนนอน' เพย์น กล่าว

...
ขอบคุณข้อมูล เคล็ดลับเรียนเก่ง จากโพสต์ ทูเดย์
photo credit : time.com

อาชีพที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า

10 อาชีพเสี่ยงโรคซึมเศร้า


UploadImage

โรคซึมเศร้า เป็นโรคที่ทำให้เกิดการป่วยทางอารมณ์ อาการป่วยนี้สามารถเกิดขึ้นหลังจากมีเรื่องเครียด หรืออาจเป็นได้ทั้งๆที่ไม่มีเรื่องเครียด บางรายอาจมีเรื่องเครียดเพียงเล็กน้อย ผู้ป่วยจะมีภาวะซึมเศร้า และเปลี่ยนไปจากเดิมชัดเจนและมีโอกาสฆ่าตัวตายได้ถ้าเป็นมากๆ อย่างไรก็ดีทั้งตัวผู้ป่วยเอง และญาติมักสังเกตเห็นว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติขึ้นแล้ว ในบางรายที่พอมีความรู้มักมารับการรักษาได้ค่อนข้างเร็ว

ในปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามาก ขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากการสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ซึ่งเว็บไซต์ เฮลท์ ดอท คอม ได้ทำการสำรวจอาชีพที่มีโอกาสจะป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามากกว่าอาชีพอื่นๆ ไว้ทั้ง หมด 10 อาชีพ ได้ผลดังนี้
 
1. พยาบาลตามบ้านและผู้ดูแลเด็ก


UploadImage

      คริสโตเฟอร์ วิลลาร์ด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยทัฟต์ส กล่าวว่า ผู้ที่ต้องทำหน้าที่ในการดูแลผู้อื่นเป็นการส่วนตัว อย่างเช่น พยาบาลตามบ้านและผู้ดูแลเด็ก มีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยโรคซึมเศร้าสูง มากที่สุด เพราะพวกเขาต้องคอยดูผู้อื่นอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการป้อนอาหาร หรืออาบน้ำ แต่กลับไม่ได้รับคำแสดงความขอบคุณ หรือแสดงความซาบซึ้งใจกลับมา เพราะคนผู้ที่ถูกดูแลมักจะป่วยหรือเด็กเกินไป หรือไม่ก็รู้สึกว่า สิ่งที่พวกเขาทำเป็นหน้าที่ เป็นการทำงานแลกกับเงินอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องขอบคุณแต่อย่างใด

 
2. พนักงานเสิร์ฟอาหาร


UploadImage

      นั่นเป็นเพราะพนักงานเสิร์ฟจะต้องคอยก้มหน้ารับฟังคำสั่งของทุกคนในร้านตลอด เวลา ไม่ว่าจะเป็นจากลูกค้า จากพ่อครัวและจากพนักงานร้าน ทั้งหมดเพื่อแลกกับเงินค่าจ้างที่ค่อนข้างต่ำ โดยจากการสำรวจพบว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานเสิร์ฟที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง และ 15 เปอร์เซ็นต์ในนั้นเป็นผู้หญิง  "นี่เป็นอาชีพที่คนจะรู้สึกขอบคุณพวกเขาน้อยมาก ผู้คนมักแสดงความไม่สุภาพกับพวกเขาทั้งคำพูดและท่าทาง ซึ่งเมื่อคนเราเกิดความรู้สึกเครียดมันก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะมีแรงจูงใจ ในการทำงาน" เดเบอร่าห์ เลกจ์ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตกล่าว


3. นักสังคมสงเคราะห์

หลายคนคงรู้สึกประหลาดใจที่นักสังคมสงเคราะห์เป็นอาชีพเสี่ยง ต่อการเป็นโรคซึมเศร้าสูงในอันดับต้นๆ เพราะเรามักมีภาพของความเป็นผู้ให้และเสียสละของพวกเขาอยู่ในใจ จนลืมคิดไปว่า งานของพวกเขาเป็นงานที่ต้องติดต่อกับผู้คน ซึ่งมีหลายรูปแบบและมีหลายปัญหาให้ต้องแก้ไข

นักสังคมสังเคราะห์มักต้องทำงานกับคนที่มีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ จึงจำเป็นต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ และหากไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่ ก็จะสร้างความผิดหวังให้กับทั้งตัวนักสังคมสงเคราะห์และผู้ต้องการความช่วย เหลือเอง ซึ่งก็จะต้องนำมาซึ่งความเครียดอย่างเลี่ยงไม่ได้
"เรามักจะมองว่ามันเป็นงานที่ดี แต่คุณต้องทำงานอย่างหนักและทุ่มเทมาก นักสังคมสงเคราะห์ต้องทำงานกับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำงานแบบผ่านๆ ผมเห็นนักสังคมสงเคราะห์ต้องเลิกทำงานนี้ไปในเวลาอันรวดเร็วบ่อยมาก" คริสโตเฟอร์ วิลลาร์ด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยทัฟต์ส กล่าว

 
4. แพทย์ พยาบาลและนักบำบัดโรคต่างๆ


UploadImage

      ธรรมชาติของการประกอบอาชีพที่ต้องเกี่ยวข้องกับการดูแล สุขภาพของผู้อื่นอย่าง  แพทย์ พยาบาลและนักบำบัดโรคต่างๆ ก็คือการต้องทำงานโดยแบกรับความหวังหรืออาจจะหมายถึงการมีชีวิตรอดของผู้ อื่นเอาไว้ คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนเหล่านี้จะรู้สึกเครียดกับงานที่ทำ
"คุณต้องเจอคนป่วย คนตายและต้องเผชิญหน้ากับญาติของพวกเขาทุกวัน มันเหมือนกับว่าโลกทั้งใบมันมีแต่เรื่องเศร้า" คริสโตเฟอร์ วิลลาร์ด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยทัฟต์ส กล่าว


5. ศิลปินและนักเขียน


UploadImage

      อาชีพศิลปินและนักเขียนดูผิวเผินเหมือนจะเป็นอาชีพที่ ปราศจากความเครียด นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้มองไปที่ขั้นตอนการทำงานของพวกเขา ว่ากว่าที่จะมีผลงานออกมาให้เราได้ชื่นชม พวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง
"สิ่งหนึ่งที่ฉันเห็นมากในกลุ่มศิลปินหรือนักเขียนก็คือ พวกเขามักป่วยด้วยโรคอารมณ์แปรปรวน คนกลุ่มนี้มักไม่รู้และไม่ได้รับการรักษาเรื่องอารมณ์ที่แปรปรวน เพราะความเชื่อที่ว่าศิลปินก็ต้องมีอารมณ์ขึ้นลงเป็นธรรมดา" เดเบอร่าห์ เลกจ์ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตกล่าว

 
6. ครู


UploadImage

      พวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก นอกจากงานสอนเด็กๆ แล้วก็ยังมีอย่างอื่นให้ต้องทำอีก ซึ่งทำให้หลายๆ ครั้งต้องเอางานกลับไปทำที่บ้าน แค่นึกถึงการต้องรับมือกับลูกศิษย์หลาย 10 คนในแต่วันก็เหนื่อยแล้ว เพราะฉะนั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลก หากครูจะเป็นอาชีพที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าสูง
"พวกเขามีความกดดันในหลายด้าน ทั้งจากนักเรียน จากผู้ปกครอง จากการพยายามทำตามมาตฐานของโรงเรียน" คริสโตเฟอร์ วิลลาร์ด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยทัฟต์สกล่าว

7. เจ้าหน้าที่สนับสนุนการขาย


UploadImage

      เจ้าหน้าที่สนับสนุนการขายมักต้องปวดหัวกับความต้องการที่มากมายของผู้อื่น แต่ตัวเองกลับควบคุมอะไรต่างๆ ได้น้อยมาก พวกเขาเป็นเหมือนหน้าด่านในการรับออร์เดอร์จากลูกค้าทั่วทุกสารทิศ แต่กลับเป็นอันดับล่างสุดในสายงานการขาย
"ไม่ต่างอะไรจากถังขยะ พวกเขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าต้องเจออะไรในแต่ละวัน แต่พวกเขาต้องทำให้การทำงานของคนอื่นง่ายขึ้น"  เดเบอร่าห์ เลกจ์ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตกล่าว


8. เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง


UploadImage

เพราะทุกครั้งเราจะเจอพวกเขาก็ต่อเรามีปัญหาหรือมีความผิดพลาดบางอย่างเกิด ขึ้น ซึ่งหมายความว่าเราคาดหวังว่าได้รับคำตอบที่น่าพอใจ หรือต้องการให้ปัญหาที่มีอยู่ละล่วงไปด้วยดี ความคาดหวังของผู้อื่น การต้องทำงานไม่เป็นเวลา ทำให้อาชีพเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงกลายเป็นอาชีพที่มีความเครียดสูง
"อาชีพนี้อาจจะมีรายได้สูง แต่พวกเขาก็มักถูกโดดเดี่ยวและในบางครั้งก็อาจจะเป็นอันตรายได้ง่ายได้ด้วย" คริสโตเฟอร์ วิลลาร์ด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยทัฟต์สกล่าว
  
9. นักบัญชีหรือที่ปรึกษาด้านการเงิน


UploadImage

      แค่ได้ยินชื่อก็มองเห็นความเครียดลอยมาตรงหน้าแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากจะจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ หลังการเกษียณของตัวเอง นั่นหมายความว่าคนที่ประกอบอาชีพนี้ต้องดูแลเงินของคนมากมายมหาศาล
"คนพวกนี้ต้องดูแลรับผิดชอบกับเงินของคนอื่นๆ มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าหากคุณทำงานของลูกค้าหายไป คนพวกนี้มักถูกลูกค้าตะโกนใส่หน้าเป็นประจำ" เดเบอร่าห์ เลกจ์ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตกล่าว


10. เซลล์

UploadImage

อาชีพเซลล์เป็นอาชีพที่เต็มไปด้วยความเครียดอย่างไม่ต้อง สงสัย เพราะนอกจากต้องรับมือกับลูกค้ามากมายหลายสไตล์แล้ว พวกเขายังต้องเครียดกับเรื่องยอดขายที่มันหมายถึงเงินค่าคอมมิสชั่นอีกด้วย


      แม้ทั้ง 10 สายงานที่ได้กล่าวไปข้างต้น จะเป็นอาชีพที่มีโอกาสจะป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามากกว่าอาชีพอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ประกอบอาชีพเหล่านี้หรือสนใจอยากจะประกอบอาชีพเหล่านี้ควรจะเปลี่ยนความคิดหรือเปลี่ยนสายงาน
เพียงแค่ทำความเข้าใจว่าอาชีพที่ท่านสนใจหรือทำอยู่นั้น มีความเสี่ยงมากกว่าอาชีพอื่น แล้วหาทางผ่อนคลายความตึงเครียดที่อาจจะต้องเจอในแต่ละวัน เพื่อลดความเสี่ยงในการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าลง เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว

เพราะหากจะว่ากันจริงๆ คงไม่มีอาชีพไหนที่ไม่มีปัญหาและไม่มีความเครียดอยู่เลย

...

ขอบคุณ ข้อมูล 10 อาชีพ เสี่ยง โรคซึมเศร้า จาก มติชนออนไลน์

จิตวิทยาความสุข : หาความสุขให้ชีวิต


หาความสุขให้ตัวเอง... ทำชีวิตให้เบา

UploadImage

 
 คุณกำลังติดคุกที่ตัวเองสร้างขึ้นหรือไม่? ลองยืดหยุ่นดูบ้าง แล้วจะพบว่าชีวิตเบาขึ้นเยอะ

      ความต้องการปัจจัยสี่ทำให้คนมากมายต้องทุ่มเท แข่งขัน ดิ้นรนในงาน ตลอดจนวิถีประจำวัน เพื่อให้ชีวิตตน และคนที่รักได้สัมผัสกับความมั่นคง และปลอดภัย แต่ขณะเดียวกัน การมุ่งมั่นเกินพอดีก็เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ชีวิตขาดสมดุล

      หากรู้สึกเครียด ลองผ่อนปรน ลดความคาดหวัง หรือ ปรับมาตรฐานความพึงพอใจของตนเองให้ต่ำลง เพื่อปล่อยชีวิตได้ยืดหยุ่นบ้าง รู้จักลำดับความสำคัญ และจัดสรรเวลาให้งานกับชีวิตส่วนตัวดำเนินคู่กันอย่างมีคุณภาพ โดยไม่หักโหม หรือ ปล่อยตามสบายกับอย่างใดอย่างหนึ่งจนเกินไป

      วันหยุดสุดสัปดาห์ควรให้รางวัลตัวเองด้วยงานอดิเรกที่ชอบ เช่น ดูภาพยนตร์ อ่านหนังสือ จัดสวน นัดเจอเพื่อน ๆ ทำอาหารรับประทานกับครอบครัว ฯลฯ เมื่อร่างกายผ่อนคลาย จิตใจสดชื่น ก็ทำให้มีพลังกลับมาทำงานอย่างเต็มที่อีกครั้ง

      ขณะเดียวกัน ควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่แน่นอน มองเป้าหมายชีวิตตามความเป็นจริง และพร้อมที่จะพัฒนา แก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ เท่าที่ศักยภาพจะทำได้ บนความเข้าใจที่ว่าแต่ละก้าวของชีวิตไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง บางเรื่องเกี่ยวข้องกับเวลา และโอกาสด้วย

      นอกจากนั้น ความเครียด หรือ หมกมุ่นกับบางเรื่อง บางคน ปัญหาเล็กน้อย ตลอดจนเรื่องจุกจิกมากไป นอกจากส่งผลต่อสุขภาพจิตแล้ว ยังทำให้เสียพลังในตัวโดยใช่เหตุ จึงควรเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง เมื่อละวางได้ก็ไร้ทุกข์

“จัดชีวิตให้อยู่ในความพอดี ความสุขก็อยู่แค่มือเอื้อม”.
 
ขอบคุณ ข้อมูล หาความสุขให้ชีวิต จาก เดลินิวส์ออนไลน์